…ช่วงนี้ หลายคนคงจะเครียดกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแบบฉุกไม่อยู่ ส่งผลกระทบโดยรวมถึงเศรษฐกิจ และเงินในกระเป๋าที่หดหายไป การเดินทางจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการเติบน้ำมัน นั่นเอง หลายคนไม่อยากขับรถออกจากบ้าน ถ้าไม่มีความจำเป็นจริง ๆ การแก้ปัญหาที่จะทำให้การเดินทางน้อยลง ก็คือ การเลือกที่จะอยู่ในเมือง โครงการคอนโดมิเนียม จึงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะคอนโดฯที่อยู่ใกล้ทางรถไฟฟ้า จะขายดีชนิดราคาแพงแค่ไหนก็จะซื้อ
ฉบับนี้ ผมเลยหยิบเรื่องของคอนโดฯมาพูดถึง เผื่อใครที่กำลังจะคิดซื้อคอนโดฯ สักห้องจะได้มีหลักเกณฑ์เอาไปใช้ในการเลือกคอนโด ที่มีฮวงจุ้ยที่ดี ให้พิจารณาตามนี้ครับ
1. พิจารณาที่ตัวคอนโดฯ ว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีหรือไม่ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า พิจารณาแค่ห้องที่เราจะซื้อเท่านั้น อย่าลืมว่า ห้องที่เราเลือกเป็นส่วนหนึ่งของคอนโดฯทั้งหลัง ถ้าคอนโดฯทั้งหลังมีฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว ห้องที่อยู่ภายในทั้งหมดก็จะได้รับผลดีไปด้วย แต่ถ้าคอนโดฯฮวงจุ้ยเสีย ต่อให้เลือกตำแหน่งห้องที่ดีที่สุดของคอนโดฯก็ยังได้รับผลเสียอยู่ดี คอนโดฯที่ได้ชื่อว่า ฮวงจุ้ยดี จะต้องเข้าข่าย ดังต่อไปนี้
| 1. |
คอนโดฯ อยู่ใกล้แหล่งชุมชน ไม่อยู่โดดเดียวหลังเดียว
|
| 2. | เส้นทางเข้าสู่คอนโดฯ ต้องไม่อยู่ห่างจากถนนใหญ่มากเกินไป |
| 3. | คอนโดฯ ต้องไม่แวดล้อมด้วยอาคารที่สูงกว่า |
| คอนโดฯ ที่แวดล้อมไปด้วยตึกที่อยู่สูงกว่า ถือเป็นคอนโดฯ ที่ฮวงจุ้ยไม่ดี |
2. การหาตำแหน่งห้องที่ดี จะต้องพิจารณาด้านทั้งสี่ของอาคารเป็นหลัก คำถามที่ผมมักเจออยู่บ่อย ๆ ก็เห็นจะเป็น “จะเลือกห้องไหนถึงจะดี” หลักในการเลือกจะต้องดูด้านทั้ง 4 ของคอนโดฯ ดูว่าด้านไหนดีที่สุดก็เลือกด้านนั้น ด้านที่ดีส่วนใหญ่จะเป็นที่โล่ง ไม่มีอาคารอื่นปิดบังห้อง มีสวน สระน้ำ แม่น้ำ ทะเลสาบ หรือทัศนียภาพที่สวยงาม
3. ดูทิศทางเพื่อเลือกตำแหน่งห้อง การหาตำแหน่งห้องที่ดีการดูทิศถือว่าสำคัญมาก การจะเลือกห้องอยู่ทางทิศไหนนั้น มีหลักให้พิจารณาง่าย ๆ ดังนี้
| ด้านเหนือ อับลม | ด้านตะวันออก รับแสงตอนเช้า |
| ด้านใต้ รับลม | ด้านตะวันตก รับแสงตอนบ่าย |
| อาคารที่อยู่ทางด้าน C,D ถือเป็นด้านที่ดี เพราะอยู่ทางทิศตะวันออกกับทิศใต้ ซึ่งได้ประโยชน์ในเรื่องของแดดและลม ส่วนด้าน A,B ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกกับทิศเหนือ ห้องจะ ร้อนและอับลม |
จะเห็นได้ว่า ด้านใต้กับตะวันออกจะเป็นด้านที่ดี เพราะได้ประโยชน์จากลมและแสงแดด อย่าลืมว่าคอนโดฯ โดยทั่วไปไม่เหมือนกับบ้านเป็นหลัง เป็นเพียงห้องห้องหนึ่ง มีช่องทางเข้าสู่ห้องเพียงด้านเดียว (ระเบียง) ความสมดุลย์ในเรื่องของลมและแสงจะไม่สมดุลย์อยู่แล้ว
หลัก 3ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นในการสังเกตลักษณะภายนอกของคอนโด ลองเอาไปพิจารณากันดูนะครับ…
Popularity: 24%
เข้าเดือนสิงหาคม เดือนของคุณแม่ ๆ กันแล้ว หลายคนคงจะเตรียมหาซื้อของขวัญให้กับแม่ ซึ่งท่านก็จะบอกว่าสิ้นเปลือง แม่หลาย ๆ ท่านคงอยากจะทำกับข้าวให้ลูกหลานทานกันเองที่บ้านมากกว่า แทนที่เราจะต้องหาซื้อของขวัญราคาแพงให้ท่าน ลองมาทำของที่ให้ท่านใช้ได้ในทุก ๆ วัน อีกทั้งเพิ่มความรัก ความผูกพันกันมากขึ้นด้วยที่แขวนลวดลายสวยลด ไว้ให้ท่านใช้ในครัว หรือจะใช้แขวนผ้าเช็ดมือก็เก๋ไม่หยอก
| อุปกรณ์ | |||
| 1. | เขียงไม้ไผ่ ขนาด 14×35 ซม. | 6. | ที่แขวนตัวแอล |
| 2. | ไม้ยางพารา ขนาด 16×14 ซม. (สำหรับทำฐาน) | 7. | ค้อน ตะปู |
| 3. | กระเบื้องโมเสคลายฟ้า-ขาว (เลือกสีและลายตามชอบ) | 8. | สีน้ำมันสีฟ้า (เลือกสีให้เข้ากับกระเบื้องโมเสค) |
| 4. | ยาแนวสีขาว | 9. | แปรงทาสี |
| 5. | กาวพีวีซี หรือกาวยาง |
| ขั้นตอนการทำ | |
| 1. | นำเขียงไม้ไผ่ และไม้ยางพาราทาสีน้ำมันทั้ง 2 ด้าน ทิ้งให้แห้ง |
| 2. | ตัดกระเบื้องโมเสคให้เท่าขนาดของเขียงไม่ไผ่ แล้วติดเข้าด้วยกันทั้ง 2 ด้านด้วยกาวพีวีซี รอให้กาวแห้ง |
| 3. | ที่แขวนตัวแอล ด้านละ 2 ตัว โดยวัดขนาดความยาวให้สูงกว่าขนาดของทัพพีเล็กน้อย |
| 4. | จากนั้นผสมยาแนวสีขาว (ดูวิธีผสมตามวิธีใช้บนซอง) เทลงบนแผ่นไม้ที่ติดกระเบื้อง และตะขอแขวนเรียบร้อยแล้ว |
| 5. | ใช้เกรียง หรือไม้ปาดยาแนวให้ทั่วทั้งแผ่น ทิ้งให้ยาแนวเกาะตัวกันสักพัก ทำซ้ำ้กันกับอีกด้านที่เหลือ |
| 6. | หลังจากที่ยาแนวเริ่มเกาะตัวให้ใช้ฟองน้ำ้ หรือผ้าชุบนำ้เช็ดยาแนวที่เกาะกระเบื้องออก รอจนยาแนวแห้งสนิทดี |
| 7. | นำงานที่ได้มาตอกตะปูเข้ากับไม้ยางพาราที่ทาสีเรียบร้อยแล้ว กะให้อยู่ตรงกลางของไม้พอดี |
Popularity: 28%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
..ในยุคที่เทคโนโลยีติดต่อสื่อสื่อสารเจริญก้าวหน้าในชั่วพริบตา ขณะที่สภาวะแวดล้อมของมลพิษในท้องถนนภายนอกที่เต็มไปด้วยผู้คนสัญจรแออัดทั้งเช้า กลางวัน เย็น ราคาน้ำมันขึ้นให้เห็นรายวันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กระทั่งการเสียเวลาและโอกาสในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฝนตกรถติดที่เลอะเทอะเฉอะแฉะ นักธุรกิจทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่หลายท่านจึงหันมาใช้สถานที่ที่บ้านปรับปรุงต่อเติมเป็นที่ทำงานในปริมาณสูงขึ้นเท่าตัว จนเกิดกระแสโฮมออฟฟิศที่มีการปรับปรุงบ้านให้เป็นสถานที่ทำงาน ขณะเดียวกันสำนักงานเองก็มีความพยายามตกแต่งสร้างสรรค์บรรยากาศออฟฟิศให้เป็นเหมือนบ้าน มีทั้งห้องนั่งเล่น พักผ่อน สันทนาการ และนอนค้างคืนเป็นครั้งคราวยามเมื่อราวต้องเร่งปั่นงานด่วน
หากพิจารณาอย่างผิวเผินในการใช้พื้นที่ระหว่างคำสองคำ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันนัก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ พฤติกรรมและฟังก์ชั่น การแบ่งแยกสัดส่วนการใช้งานนั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญที่ต้องใส่ใจพอสมควรเลยทีเดียวเลยละครับ ขณะที่เมื่อบ้านพักอาศัยสำหรับกิจกรรมในครอบครัวที่พื้นที่ใช้งานและพฤติกรรมส่วนใหญ่ถูกใช้อยู่กับความเป็นกันเองง่าย ๆ ใส่เสื้อยืด กางเกงแพร หรือขาสั้น นั่งไขว่ห้างในห้องรับแขกกลับต้องหันมาแต่งองค์ทรงเครื่อง ผูกเนคไท ใส่รองเท้าหนังและดัดแปลงพื้นที่บางส่วนให้เป็นสำนักงานขนาดย่อม มีลูกค้าเข้าออกติดต่ออยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ยกเว้นผู้ที่รับจ็อบเป็นชิ้นอยู่บ้านเมื่อเสร็จงานแล้วค่อยนำไปส่ง หรือผ่านทางระบบสารสนเทศ
ขณะที่บางสำนักงานก็พยายามดึงดูดอารมณ์พนักงานเพื่อสร้างความรู้สึกให้ไม่ต่างจากบ้านมากเท่าไหร่นัก เพื่อรักษาสัมพันธภาพความใกล้ชิดสนิทสนมกลมกลืนราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ทั้งเลี้ยงอาหารกลางวัน ออฟฟิศแอ็ดเวอร์ไทซิ่งกับงานโรงพิมพ์ซะส่วนใหญ่
กลับมาที่การปรับเปลี่ยนบ้านเป็นสำนักงานกันดีกว่าครับ ว่าน่าจะต้องมีข้อควรระวังอะไรบ้างที่น่าจะเป็นปัญหาทั้งระยะสั้นและยาว ขณะที่บ้านของท่านพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ถูกออกแบบไว้เป็นที่พักอาศัยสำหรับครอบครัว บางโครงการพอมีส่วนทำงานเป็นห้องส่วนตัวเล็ก ๆ ไม่ใหญ่นัก ซึ่งหากไม่มีพื้นที่เพียงพออาจยอมเสียสละกันพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นส่วนทำงานที่สามารถรับแขกหรือลูกค้าได้บ้างเป็นครั้งเป็นคราว ซึ่งฟังก์ชั่นดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์และแนวทางลักษณะการออกแบบจัดวางของทั้งสองประเภทจำเป็นต้องมีแนวทางการจัดวางที่ต้องระมัดระวัง เพื่อแยกแยะระหว่างความเป็นครอบครัว ส่วนตัว และสถานะความเป็นงานเป็นการ และสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าที่มาติดต่อไม่ให้เกิดความรู้สึกอึดอัดปะปนและเห็นสภาพความเป็นอยู่และรกรุงรังของสมาชิกครอบครัวภายในบ้าน โดยเฉพาะท่านที่มีลูกมีหลานวิ่งเล่นเต็มบ้านไปทั่ว
สถานการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่นักสำหรับเจ้าของบ้านบางท่านที่มีลูกค้าเป็นที่คุ้นเคย รู้จัก หรือว่าเป็นเพื่อนสนิท แต่สำหรับลูกค้าใหม่ที่มาติดต่อบางรายแล้วอาจรู้สึกอึดอัดขัดเขินและรุกล้ำเข้ามาในอาณาบริเวณเขตพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัวของบ้านที่ไม่คุ้นเคย อาจรู้สึกขัดเขินและเกิดความตะขิดตะขวงใจในการเจรจาต่อหน้าภรรยา สามี ลูก ๆ ที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อย่างสนุกสนาน หรือคุณแม่บ้านกำลังวุ่นวายกับการทำกับข้าวหรือทำความสะอาดบ้าน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจมีผลต่อความเชื่อมั่น การเจรจาธุรกิจการงานและความสำเร็จเลยทีเดียว ฉะนั้นเจ้าของบ้านท่านใดที่กำลังมีปัญหาอยู่ในกรณีดังกล่าวอาจต้องมีกลวิธีการปรับพื้นที่ให้เข้ากับกิจกรรมกันบ้างตามความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์เลยละครับ
ข้อแนะนำ การสร้างสำนักงานในบ้าน
สรรหาที่จอดรถที่ไม่รบกวนเพื่อนบ้าน หลีกเลี่ยงทางเข้าสำนักงานโดยผ่านห้องนั่งเล่น เข้าทางประตูเล็กผ่านสวน เปิดมุมมองของวิวสนามหน้าหรือข้างบ้านด้วยกระจกบานใหญ่ หากห้องเล็กเกินไปใช้กระจกเงาช่วยสะท้อนห้องและสวนนอกบ้าน จัดโต๊ะเก้าอี้และที่รับแขกแบบไม่เป็นทางการและอาจมีระเบียงเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ถ้าเป็นไปได้ควรมีห้องแพนทรี่ข้าง ๆ พร้อมห้องน้ำเล็ก ๆ อยู่ใกล้และไม่ปนกับสมาชิกครอบครัว
ในกรณีของทาวน์เฮาส์แนะนำให้ทำบันไดขึ้นสู่ชั้นลอยหรือชั้น 2 โดยตรงจะได้ไม่ต้องสับสนกับทางเข้าบ้านหลัก โดยมีทางขึ้นแยกต่างหากและตกแต่งให้มีคาร์แรกเตอร์เฉพาะของบริษัท โดยอาจติดป้ายชื่อหรือโลโก้บริเวณประตูทางเข้าสร้างความโดดเด่นความเป็นออฟฟิศให้รู้สึกติดตาและโลดแล่นออกมาจากรูปแบบของตัวบ้าน ก็น่าจะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าจดจำได้ง่าย
หากเป็นลักษณะคอนโดฯ โชว์พื้นที่สำนักงานไว้ด้านหน้า หาพาร์ทิชั่นไว้กั้นแบ่งส่วนแบบไม่ต้องแยกแบบขาดด้วนมิดชิดจนเกินไปจะทำให้รู้สึกอึดอัดและขัดใจเหมือนมีอะไรปิดบังซ่อนเร้นเนื่องจากเป็นพื้นที่แคบ ใช้โต๊ะอาหารให้เป็นประโยชน์ทั้งปรึกษาหารือ รับแขกพร้อมแทรกกาแฟและเครื่องดื่มเป็นระยะขณะเวลาพูดคุยงานเผื่อพื้นที่สำหรับวางโน้ตบุ๊ค แยกแยะเครื่องแต่งกายระหว่างเวลาทำงานและเวลาอยู่บ้าน หรือไม่ก็หาชุดที่ดูลำลองเป็นกลางที่สร้างความเป็นกันเอง
ข้อพึงระวังสำหรับออฟฟิศกับบ้านอยู่ในที่เดียวกัน
หลีกเลี่ยงป้องกันเรื่องเสียงรบกวนซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิการทำงาน แยกแยะให้ออกระหว่างเมื่อต้องเดินออกจากบ้านเข้าสู่ที่ทำงาน และในทางกลับกัน และที่สำคัญการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขทั้งในที่ทำงานและที่บ้านต้องอาศัยวิจารณญานส่วนบุคคลที่จะรู้จักแบ่งภาคออกเป็น 2 ส่วน ไม่ว่าจะมีออฟฟิศอยู่ในบ้านหรือแยกส่วนต่างหากกันก็ตาม แบ่งปันให้ดีระหว่าง 8 ชั่วโมงของการทำงาน 8 ชั่วโมงของการพักผ่อน ส่วนที่เหลือ 8 ชั่วโมงอันน้อยนิดให้เป็นกิจกรรมทางครอบครัว สังคม ญาติ เพื่อนฝูง แล้วอย่าลืมแบ่งเผื่อให้กับตัวเองด้วยล่ะกันครับ…
Popularity: 28%
| อุปกรณ์ | |||
| 1. | ไม้สนขนาด 30×70 เซนติเมตร 2 แผ่น (หาซื้อได้ตามร้านขายไม้ทั่วไป) | 5. | ขอเกี่ยวหน้าต่าง |
| 2. | ที่แขวนจานติดผนัง 2 ชิ้น (หาซื้อได้ตามแผนกเครื่องครัวห้างสรรพสินค้าทั่งไป) | 6. | สีสเปรย์ขาว-ดำ |
| 3. | น็อตและแหวนรอง | 7. | ไขขวง |
| 4. | บานพับ |
| ขั้นตอนการทำ | |
| 1. | นำไม้สนขนาด 30×70 เซนติเมตร 2 แผ่น และ ที่แขวนจาน 2 ชิ้น พ่นด้วยสีสเปรย์ หรือทาสี ขาว-ดำ อย่างละแผ่น ทิ้งไว้ให้แห้ง |
| 2. | จากนั้นนำไม้มาประกบกัน ยึดติดด้วยบานพับสองตัวที่ส่วนบนของแผ่นไม้ ไขน็อตให้เรียบร้อย |
| 3. | นำที่แขวนจานสีดำ เจาะรูยึดติดกับแผ่นไม้สีขาวด้วยน็อตและแหวนรอง ด้านหัวและด้านท้าย |
| 4. | ทำเหมือนกันกับไม้สีดำ และที่แขวนจานสีขาว |
| 5. | ขั้นตอนสุดท้ายติดขอเกี่ยวบานหน้าต่างที่ด้านหลังของแผ่นไม้ (บริเวณด้านล่าง) อีกแผ่นติดขอเกี่ยวยึดแผ่นไม้ไม่ให้ล้ม |
| Tips | |
| 1. | เราสามารถใช้แผ่นหนังแทนที่แขวนจานติดผนังได้ โดยจะตัดแผ่นหนังให้เป้นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด วัดขนาดพอที่จะใส่แมกกาซีนได้ 5-6 แผ่น |
| 2. | จับมุมปลายแหลมด้านบนและล่างเข้าหากัน เจาะรูยึดติดกับแผ่นไม้สีขาวด้วยน็อตและแหวนรอง |
| 3. | ทำเหมือนกันกับแผ่นหนังที่เหลือ โดยเว้นระยะติดแต่ละแผ่นให้สวยงาม |
Popularity: 23%
..วิกฤตราคาน้ำมัน ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุด กลายเป็นวิกฤตของคนทั่วโลกไปแล้ว สำหรับในประเทศไทยเรา ก่อนหน้านี้ค่ายน้ำมันต่าง ๆ มักจะมีการประกาศให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าหนึ่งวัน ว่าพรุ่งนี้จะมีปรับราคาน้ำมันขึ้นแล้วนะ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เตรียมใจหรือเตรียมนำรถไปเข้าเติมน้ำมันก่อนที่จะมีการปรับราคา แต่มาถึงวันนี้ปั๊มน้ำมัน ปรับราคาแทบจะเป็นรายวันแบบอัตโนมัติ กว่าที่ผู้บริโภคอย่างเรา จะรู้ว่าราคาน้ำมันเท่าไร ก็เมื่อเลี้ยวรถเข้าปั๊มนั่นล่ะ ไม่เติมก็ไม่ได้เพราะรถยนต์ต้องกินน้ำมันหรือแก๊สเป็นอาหาร ไม่มีทางเลือกอื่น ส่วนรถ Hybrid ที่มีข่าวว่าบางค่ายกำลังพัฒนาเป็น 2 ระบบ คือเลือกใช้น้ำมัน หรือพลังงานไฟฟ้า ก็ต้องรอไปก่อน ระหว่างนี้ถ้าไม่ไหวจริง ๆ อาจต้องหันไปใช้บริการรถสาธารณะมากขึ้น คิดแล้วกลุ้มไปก็เท่านั้น ปัญหาที่แก้ไขยังไม่ได้เช่นนี้ คงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากทำใจครับ
ปัญหาราคาน้ำมัน เราคงทำอะไรไม่ได้มาก แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจจากกระทรวงพลังงาน พบว่า การใช้พลังงานในภาคธุรกิจและที่อยู่อาศัยซึ่งเกิดจากอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ มีสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 3 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศไทย ดังนั้นมุมไอเดีย จึงขอนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบบ้านของท่านเอง ว่าเป็นบ้านที่ประหยัดพลังงาน หรือไม่ เพื่อประหยัดรายจ่าย และช่วยชาติประหยัดการใช้พลังงานได้อีกด้วย หลักการพิจารณาว่าบ้านของท่านเป็นบ้านที่ประหยัดพลังงานหรือไม่ มีดังนี้ครับ
การออกแบบและสภาพแวดล้อมของอาคาร
ภายในบริเวณบ้านไม่ควรมีลานคอนกรีตในทิศทางที่รับแสงแดดจัด เช่น ทิศใต้และทิศตะวันตก เนื่องจากในเวลากลางวันคอนกรีตจะมีการสะสมความร้อนไว้ในปริมาณมาก และจะถ่ายเทความร้อนกลับสู่บ้านของท่านในเวลากลางคืน จึงทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย การจัดวางตำแหน่งพื้นคอนกรีตเพื่อเป็นที่จอดรถยนต์ ชานหรือระเบียงที่ดี ควรเลือกวางในทิศที่ไม่ถูกแสงแดดมาก เช่น ทิศเหนือ ทิศตะวันออกและควรมีร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดปริมาณแสงแดด
รั้วบ้าน ควรเลือกแบบโปร่ง
รั้วบ้านไม่ควรออกแบบให้มีลักษณะทึบตัน เนื่องจากรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้านทำให้ภายในตัวบ้านอับลม นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ทำรั้วบางชนิด เช่น อิฐมอญ คอนกรีต เสริมเหล็ก คอนกรีตบล็อก ยังมีคุณสมบัติสะสมความร้อนไว้ในตัวเองในเวลากลางวันและคายกลับสู่สภาพแวดล้อมและตัวบ้าน ในเวลากลางคืน
ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา
การปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านนอกจากจะสร้างความร่มรื่นและความสดชื่น แก่ผู้อาศัยในบ้านแล้วกิ่งก้านและใบไม้ ที่แผ่กิ่งก้านสาขายังสามารถช่วยลดแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้านและให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ควรวางแผนล่วงหน้าด้วยการกำหนดตำแหน่งการปลูกต้นไม้ ในบริเวณบ้านให้สัมพันธ์กับร่มเงากับตัวบ้าน โดยดูว่าเป็นต้นไม้ประเภทไหน เมื่อต้นไม้เติบโตจะมีรูปทรงและลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านอย่างไร และที่ควรระวังเป้นอย่างยิ่งคือ ไม่ปลูกไม้ใหญ่ใกล้บ้านเกินไป เพราะต้องระวังรากของต้นไม้ใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างของบ้านจึงควรดูความเหมาะสมของชนิดต้นไม้
ทาสีผนังให้ใช้สีอ่อน ไม่ร้อนดี แต่ถ้าเปลี่ยนสี (เข้ม) ต้องมีฉนวน
สีผนังมีผลต่อการสะท้อนแสงแดดและความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน สีอ่อนจะมีคุณสมบัติสะท้อนแสงแดด และถ่ายเทความร้อนเข้าภายในบ้านดีกว่าสีเข้ม ดังนั้นผนังภายนอกบ้านที่สัมผัสแสงแดดจึงควรเลือกใช้สีโทนอ่อน เช่น ขาว ครีม เป็นต้น เพื่อช่วยสะท้อนความร้อน ในทางกลับกันหากต้องการทาสีผนังภายนอกบ้านเป็นสีเข้มก็สามารถ กระทำได้ แต่ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่โดนแสงแดดหรือต้องมีการติดตั้งฉนวนกันความร้อนในบริเวณนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน นอกจากสีภายนอกบ้านแล้ว สีภายในบ้านก็ควรใช้สีอ่อน เพราะจะช่วยสะท้อนแสงภายในห้อง เพิ่มความสว่างภายในบ้าน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้โคมไฟมากเกินไป
ครัวไทยไม่เชื่อมติดตัวบ้าน
การทำอาหารในครัวแบบไทย ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีกลิ่นและก่อให้เกิดความร้อนสะสมในปริมาณมากอีกด้วย ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว และหากห้องติดกันเป็นพื้นที่ปรับอากาศจะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมาก แต่ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติมระหว่างห้องครัวกับตัวบ้าน จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้
ตรวจสอบไป 4-5 รายการแล้ว จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้น ยังไม่หมดครับกับการตรวจสอบบ้านประหยัดพลังงาน โปรดติดตามในฉบับหน้าครับ…
Popularity: 16%
