แต่งบ้านสวย ฉบับนี้ ยังคงย้อนยุคสไตล์การตกแต่ง ที่เป็นแบบอย่างมัณฑนศิลป์ ของศิลปะฝรั่งเศส (French Decorative Periods) ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามรัชสมัยของกษัตริย์แต่ละพระองค์โดยตรง แต่เปลี่ยนแปลงไปโดยอิทธิพลของสมัยแห่งศิลปะ ซึ่งจัดตามสมัยของศิลปะได้ดังนี้
RENAISSANCE
ลักษณะห้องมีขนาดกว้างใหญ่ ดูมืดทึม ผนังส่วนมากฉาบปูน ทาสี และเขียนลวดลายเป็นสีหรือตกแต่งด้วย CORDOVAN LEATHER คือการตกแต่งด้วยแผ่นผนังสัตว์ซึ่งมีวิธีการทำ และลักษณะลวดลาย มาจากเมือง CORDOVAN ประเทศเสปน ในสมัยยุคกลาง ซึ่งใช้แผ่นหนังสัตว์มา ตอก แกะ หรือ เซาะเป็นลวดลาย ฝังลายทอง หรือตกแต่งผนังด้วยพรม ที่ทอด้วยมือ ซึ่งใช้กันในสมัยโกธิค มักทอเป็นเรื่องราว มีรูปคน สัตว์ ประกอบอยู่ด้วย การเข้าไม้ผนังแบบของยังคงแต่งด้วยสีสดใสตามแนวตัวคาน ตราประจำราชวงศ์ หรือ ตระกูล ลายกรอบลักษณะรูปไข่ พื้น กระเบื้องสี หินสี หรือ ไม้แล้วแต่สภาพวัสดุท้องถิ่นเอื้ออำนวย
เครื่องเรือนในสมัย RENAISSANCE ของฝรั่งเศส ห้องต่างๆ ในปราสาท มีเครื่องเรือนน้อยชิ้น เครื่องเรือนมีขนาดเทอะทะใหญ่โต และมีลักษณะโครงสร้างตามลักษณะโกธิคเป็นส่วนใหญ่
BAROQUE
สมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถือว่าเป็นยุคทอง ซึ่งเป็นระยะที่แสดงออกของเอกลักษณ์ของสกุลช่างฝรั่งเศสอย่างแท้จริง มีความสง่างามและหรูหราที่สุดการตกแต่งยึดลักษณะอันสวยงามจากสถาปัตยกรรมแบบโบราณ ตกแต่งผนังด้วยกรอบไม้สี่เหลี่ยม เนื้อที่ห้องมีขนาดใหญ่โต เครื่องเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการตกแต่งด้วยการแกะสลักลวดลายอย่างหรูหรา และใช้สีตัดกันอย่างรุนแรง ส่วนโค้งที่ใช้เขียนโดยเครื่องมือ คือวงเวียน
ศิปะการตกแต่งที่เป็นสมัยบาโรค คือ พระราชวังแวร์ซายส์ ห้องโถงมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งออกแบบไว้เพื่อต้อนรับแขกจำนวนมากในงานราชพิธีของกษัตริย์ และ เพื่อให้ห้องนี้เป็นที่รวมลักษณะของผลงาน และเพื่อแสดงถึงความโอ่อ่าหรูหราวิจิตพิสดารแห่งยุคบาโรคของฝรั่งเศส การออกแบบที่มโหฬารการตกแต่งที่มีลวดลายขนาดใหญ่ซึ่งมีลายละเอียด การใช้วัสดุอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และการใช้ช่างฝีมือ จำนวนมากมาย ในห้องโถงมีส่วนประกอบที่ถาวรเช่น ผนัง เพดาน ประตูและหน้าต่าง เหล่านี้เน้นในเรื่องการพิถีพิถันที่สุด ส่วนสิ่งที่เคลื่อนย้ายได้แต่ละเครื่องเรือนนั้นให้ความสำคัญเป็นอันดับรองลงมา ด้วยเหตุนี้เครื่องเรือนจึงถูกจัดวางไว้ตามริมฝาผนัง ปล่อยเนื้อที่ส่วนกลางไว้ให้ว่างเปล่า การตกแต่งผนังและเพดาน ส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ ไม้แกะลวดลาย พรมทอเป็นรูปภาพ ผนังไม้ลูกฟัก และกระจกเงา
ลักษณะของสถาปัตยกรรมยึดขนาด สัดส่วนและวิธีการของโบราณอันสวยงามไว้ และตกแต่งฐานเสา และคานเหนือเสาลวดลายโลหะชุบทองอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ในห้องทั่วๆไปใช้หินอ่อนทำเสาและผนัง ในส่วนที่ประทับส่วนพระองค์ตกแต่งผนังเป็นไม้ทั้งหมด มีเสาตั้งบนพื้นหรือบนฐานรับเสาซึ่งจะยึดความสูงของฐานเสาเป็นระดับตกแต่งหนังเป็นไม้ทั้งหมด มีเสาตั้งบนพื้นหรือบนพื้นหรือบนฐานรับเสาซึ่งจะยึดความสูงของเสาเป็นระดับตกแต่งผนังส่วนล่างตลอดรอบห้อง การแบ่งช่วงผนังกำหนดให้มีส่วนกลางให้มีความสำคัญมีเนื้อที่ใหญ่ประกอบด้วยผนังขนาดเล็กเท่าๆกันอยู่สองข้าง ช่วงเพดานจรดผนังห้องโค้งลงโดยมีบัวรับบนแท่น บัวหัวเสาเพดานส่วนโค้งรอบห้อง
ผนังทั่วไปตกแต่งโดยการเขียนภาพประวัติศสาสตร์ ภาพจากตำนานหรือนิยาย โบราณการตกแต่งผนังอีกลักษณะหนึ่งซึ่งแสดงถึงความหรูหราและฟุ่มเฟือยน้อยที่สุดในระยะนั้นคือการตกแต่งด้วยกระจกเงาขนาดใหญ่และมีกรอบตกแต่งอีกมากมาย ส่วนผนังที่เป็นไม้ ใช้ไม้โอ๊คประกอบด้วยบัวขนาดใหญ่และลวดลายอย่างละเอียด ลักษณะกรอบรูปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีส่วนบนเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมหรือส่วนของวงและบางห้องมีการเขียนภาพคนหรือดอกไม้ในกรอบนั้น ส่วนบนและสัดส่วนล่างของกรอบแกะสลักลวดลาย มีการตกแต่งส่วนกลางของกรอบด้วยลวดลายรูปวงกลมเป็นลักษณะกรอบล้อมสัญลักษณ์หรือตราประจำห้องต่างๆ ผนังไม้ส่วนใหญ่มีการทาสีผนังด้วยสี ขาวหม่น (OFF WHITE) และตกแต่งให้หรูหราด้วยลวดลายชุบทองเด่นชัด การตกแต่งลักษณะนี้กลายเป็นลักษณะเฉพาะของผนังไม้ในพระราชฐานของกษัตริย์คำว่า บัวเชอร์รี (BOISERIE) ในภาษาฝรั่งเศส และใช้เรียกกันตลอดมา
ประตูหน้าต่างตกแต่งด้วยบัวรอบวงกบโดยใช้บัวขนาดใหญ่ชัดเจน เหนือประตูทั่วไปตกแต่งให้หรูหราด้วยไม้แกะลวดลายตัวเป็นรูปเทวบุตรประกอบด้วยลวดลายช่อดอกไม้ล้อมรอบเป็นกรอบรูปเขียนสีบุคคลสำคัญ เตาผิงมีขนาดใหญ่โตสง่าเป็นจุดเด่นของห้อง ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีต่างๆ ประกอบด้วยลวดลายแกะสลักอย่างหรูหรา เหนือเตาผิงมีกระจกเงา หรือบัวลูกฟักทาสีล้อมรอบกรอบด้วยลวดลายตามสถาปัตยกรรมอย่างหรูหรา พื้นเป็นไม้โอ๊คปาร์เก้ทำลวดลายตามขนาดของห้อง หรือ เป็นหนี้เป็นหินอ่อนแผ่นสี่เหลี่ยมสลับสีขาวและดำ ปูทับด้วยพรมขนยาวทอเป็นลวดลายกลมกลืนกับขนาดและลวดลายของห้องแต่ละห้องโดยเฉพาะ
เพดานฉาบปูนทาสีตกแต่งลวดลายกลมกลืนโดยรอบจรดผนังทั้งสี่ด้าน ส่วนของเพดานตรงกลางห้องเขียนเป็นมีรูปเทวดาประกอบกับไฟห้อยกลางห้องซึ่งเป็นแก้วระย้าหรือโคมห้อยซึ่งทำด้วยไม้แกะลวดลายนอกจากมีการให้ความสว่างด้วยโคมระย้าห้อยที่กลางเพดานแล้ว มีการใช้ไฟติดผนังและเชิงเทียนขนาดใหญ่ตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มความสว่างในห้องอีกด้วย
ลักษณะของลวดลายที่ใช้มีทั้งผูกขึ้นมาเองและเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายเครือเถา ลายใบไม้ ดอกไม้ หน้าคน และลวดลายที่ใช้ประจำ คือ เครื่องหมายประจำพระองค์ของกษัตริย์ ซึ่งใช้การแกะสลัก ตราประจำพระองค์ของหลุยส์ที่ 14 LS ออกแบบเป็นอักษรตัวเขียนไขว้กันอยู่ในกรอบรูปประดับอยู่เหนือประตูหรือหน้าต่างหรือในช่วงกึ่งกลางของการตกแต่งผนัง ตราประจำพระองค์ คือ ดวงอาทิตย์มีรัศมีส่องผนัง เครื่องเคลือบดินเผาจากภาคตะวันออก งานประติมากรรมหรือหินอ่อน รูปเขียนใหญ่หรือภาพเหมือนครึ่งตัวและการห้อยพรมทอเป็นภาพขนาดใหญ่ตกแต่งผนังอย่างหรูหรา
REGENCY
สมัยนี้สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเริ่มทำกันอย่างประหยัดลงมาก ขนาดของห้องที่ใหญ่โตยังคงทำกันอยู่ แต่การใช้เส้นโค้งอย่างอิสระมากมายแทนการใช้เส้นโค้งของวงกลม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นชัดของสมัย รีเยนชี การเปลี่ยนแปลงวิธีใช้เส้นโค้งนี้นำมาใช้ในการตกแต่งผนังและเพดานด้วย ระยะนี้เป็นช่วงเวลาสั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงของ หลุยส์ 14 เป็น หลุยส์ 15 จึงไม่มีลักษณะที่เด่นชัดนัก
NEOCLASIC
เป็นสมัยของหลุยส์ที่ 16 ยึด เป็นสมัยที่ย้อนกลับมายึดแนวการนิยมลักษณะธรรมชาติและลักษณะอันเรียบง่าย การออกแบบที่อาศัยเส้นตรงและความโค้งที่แน่นอนจากเครื่องมือ (วงเวียน) มีการฟื้นฟูนำเอาลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบโบราณมาใช้อีก
การตกแต่งในสมัย NEOCLASSIC ยึดลักษณะความสวยงามมีเสน่ห์ของลักษณะแบบโบราณ ลวดลายแกะสลักลวดลายปั้น มีขนาดพอเหมาะงดงาม และมีการใช้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากมายเกินไป ลักษณะของลวดลายเป็นการเลียนแบบธรรมชาติภาพอุปมาอุปมัย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับจิตใจ และจากแนวโน้มที่มีการตกแต่งอย่างประหยัดลง ผนังส่วนใหญ่จึงตกแต่งทาสีและปิดกระดาษ (WALL PAPER) หรือห้อยผ้าเท่านั้น
เครื่องเรือนในสมัย NEOCLASSIC มีความเด่นชัดของการใช้ลักษณะเส้นตรง เป็นหลักสำคัญในการออกแบบโดยเฉพาะ ขามีลักษณะตรงเรียว กลม และมีส่วนหัวเหลี่ยม และแกะลายดอกไม้ลงในส่วนเหลี่ยมนั้น โดยให้ลึกจากความสูงของผิวไม้เล็กน้อย ตู้ทั่วไป จะยึดหลักเหลี่ยมผืนผ้าทั้งด้านหน้า และด้านข้าง และมีกรตกแต่งลบมุมต่างๆ ด้วยส่วนโค้ง แกะลายรูปดอกไม้กลมๆหน้าโต๊ะและขอบโต๊ะทั่วไปใช้เส้นตรง กรอบที่นั่งเก้าอี้มีลักษณะตรงหรือวงรี พนักพิงมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปไข่ ชนิดห้อยผ้าเป็นซุ้มจากเพดานก็ยังคงมีทำกันบ้างในสมัยนี้ โต๊ะทั่วๆไปจะมีหน้าโต๊ะเป็นหินอ่อนส่วนโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเขียนหนังสือ จะกรุด้วยหนัง
ไม้ที่ใช้ในสมัยนี้ ยังคงมีการเล่นลายไม้ด้วย VENEER มีการเริ่มใช้มะฮอกกานี ไม้มะเกลือ เป็นที่นิยมกันมาก การทาสีเครื่องเรือนถือว่าเป็นลักษณะธรรมดา และการลงแลคเกอร์ แบบจีน เป็นที่นิยมและถือว่าเป็นวิธีการที่ มีค่า
REVOLUTION & DIRECTOIRE
ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงทางศิลปะ เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ลักษณะที่เห็นเด่นชัดในสมัยนี้ คือการหยิบนำเอาสัญลักษณ์ต่างๆ ทางการทหารมาใช้ประกอบกับลวดลายและการเขียนภาพจิตรกรรมเกิดความ ดลใจมาจากอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องหมายของกองทัพและทหาร เช่น หอก กลอง แตร ปืน ตาว และหมวกของข้าศึกและทหารในสงครามปฎิวัติ
การตกแต่งผนังยังคงใช้ตามเดิม แต่ทำลายละเอียดของโครงสร้างให้ง่ายมากขึ้น การตกแต่งด้วยการแกะสลักมีน้อยมาก การเขียนภาพตกแต่งยึดลักษณะเดิมโดยมีเรื่องราวของคนในสภาพสิ่งแวดล้อมหยาบๆ ผนังมีการทาสี หรือติดกระดาษฝาผนัง รายริ้ว เป็นแถบๆ ผนังบางแห่งมีการตกแต่งด้วยการห้อยผ้าโดยมีลายชนิดเดียวกันติดบังราวอยู่ตอนบนของม่าน ผ้าที่มีลายพิมพ์ก็จะใช้ลายเกี่ยวกับเรื่องราวสงครามปฎิวัติการปกครองเสมอ ผ้าพิมพ์ลายพวกนี้จะใช้ทั้งเป็นผ้าม่านและผ้าหุ้มเก้าอี้
เครื่องเรือนของสมัย DIRECTOIRE เริ่มแสดงให้เห็นลักษณะโครงสร้างโดยเด่นชัดซึ่งได้รับแบบอย่างมาจากเครื่องเรือนของกรีกโบราณ เช่น พนักพิงของเก้าอี้ ทำให้เอนและม้วนออกไปทางด้านหลัง และการทำท้าวแขนของโซฟาให้โค้งม้วนออกทางด้านนอก เก้าอี้ส่วนใหญ่มีขาหน้าโค้งออกไปช้างหน้า และขาหลังโค้งออกไปทางด้านหลัง โครงสร้างและการตกแต่งเครื่องเรือนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ทำรูปหัวอียิปต์ หรือหัวชาวกรีก เป็นหัวของเสาเหลี่ยมเรียวลง และปลายเสาทำเป็นเท้าของคน
EMPIRE STYLE
สมัย ของนโปเลียน (NAPOLEON) ลวดลายอียิปส์เป็นหลัก ประกอบด้วย ลักษณะของกรีก โรมัน ในงานสถาปัตยกรรม การตกแต่ง และเครื่องเรือนเรียกว่าเป็นลักษณะ EMPIRE STYLE เกิดขึ้นจาการที่นโปเลียนได้รับชัยชนะและประกาศตัวเป็นจอมจักพรรดิ์ แห่งฝรั่งเศส ลักษณะสำคัญของสมัย EMPIRE นี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ความใหญ่โตทางการเมือง เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมืองทั่วยุโรปที่เกิดขึ้น ศิลปินช่างฝีมือทั้งหมดทั่วยุโรป ตื่นตัวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลง มีการผลิตผลงานทางศิลปะกันอย่างเสรีตามใจชอบ การเคลื่อนไหวของการออกแบบเกิดขึ้นพร้อมกันและดำเนินไปพร้อมกับการผลิตทางโรงงาน ในลักษณะอุตสาหกรรม โดยยึดหลักสำคัญแห่งการผลิตที่รวดเร็วของโรงงานและคนงาน จึงทำให้มีแม้แต่สิ่งที่ประหยัดมากกว่างานที่มีคุณค่าทางศิลปะ ผลงานในสมัยเอมไพร์จึงเป็นผลงานทางศิลปะฝรั่งเศสรุ่นสุดท้ายที่เรียกว่า “ ของโบราณเก่าแก่” ที่แท้จริง
เครื่องเรือนสมัยเอมไพร์ การออกแบบเครื่องเรือน จับลักษณะแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่อยู่ในวงกรอบแห่งความประหยัดในการสร้างหรือผลิต การทำโครงส้างที่ถูกลง คุณภาพของวัสดุที่ใช้ต่ำลงและมีลวดลายน้อลลง แต่ก็ยังที่จะให้มีส่วนแห่งวิญญาณของศิลปะโบราณประกอบอยู่บ้าง เช่น การใช้ลวดลายโลหะชุบทองประดับตกแต่งลงบนแผ่นไม้ รูปร่างทั่วไปมีลักษณะแข็งแกร่งบึกบึน ถ่ายทอดความเป็นบุรุษเพศลงในเครื่องเรือน มีความเรียบง่าย มีสัดส่วนแข็งหนักแน่น มีรูปนอกของเส้นอันแข็งแรง เหลี่ยมมุม ชัดเจน ดูแหลมคม มีความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงดุจเสาหิน ลดบัวและการแบ่งเนื้อที่ด้วยกรอบผนัง เครื่องเรือนใช้งานทั่วไป จะทำเป็นลายไม้เห็นลายเส้นเนื้อไม้ขัดมันด้านบน ด้านข้างเท่านั้น เน้นการสมดุลเป็นหลักในการออกแบบทั่วไป การตกแต่งด้วยลวดลายโลหะชุบทองบนผิวเนื้อไม้มีใช้ทั้งเครื่องเรือนและของใช้สอยทั่วไป
ลักษณะใหม่ของเครื่องเรือน 2-3 ชนิด ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ คือ โต๊ะกลม หรือ 8 เหลี่ยม ทำด้วยหินอ่อนซึ่งมีขาตรงกลางขาเดียว มนฐานรูปสามเหลี่ยม โต๊ะบางแบบมี 3 ขา ใช้วัสดุประกอบกันระหว่างไม้และโลหะ ทำขึ้นโดยลอกเลียนแบบจากปอมเปอี เตียงในสมัยเอมไพร์ ทั่วไปออกแบบให้ด้านข้าง ด้านหนึ่ง ติดผนัง และเรียกว่าเตียงเรือ 2 เสา ด้านหลังที่ติดผนังจะสูงกว่า 2 เสา ด้านหน้า และทำยอดเสาเป็นรูปแจกัน แผงหัวและปลายเตียงบางแบบเป็นส่วนโค้งของวงกลม เก้าอี้ โซฟา ใช้ลักษณะขาโค้งแบบกรีก คือขาหน้าตรง ขาหลังโค้ง เก้าอี้บางตัว ขาหน้าและขาหลังโค้งออกด้านนอก การบุเบาะนั่งมีการใช้สปริงส่วนหน้าบนของคอนโซล มีทั้งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือครึ่งวงกลมกระจกตั้งพื้น มีการยึดแบบติดแกนกลางปรับมุมได้ ไม้ที่ใช้มาก คือไม้ฮอกกานี ไม้เกาลัด และไม้ต้นสน มีการฝังลายเนื้อไม้ด้วย เงินและโลหะหลายชนิด และการแกะเซาะร่อง.
Popularity: 18%
สำหรับคนที่รักบ้าน ชอบการตกแต่ง ดูแล รักษาบ้าน เมื่อยามที่เห็นบ้านที่อยู่อาศัย มีสภาพไม่ชื่นตา ชื่นใจ ไม่ว่าจะจากการที่บ้านที่อยู่อาศัยมานาน เริ่มเสื่อมโทรมตามกาลเวลา หรือ เบื่อสี เบื่อวัสดุ หรืออยากปรับเปลี่ยนรูปโฉมบ้านให้ดูทันสมัยมากขึ้น มักจะอดทนไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมา หาทางบูรณะปรับปรุงบ้านให้สวยงามขึ้น ซึ่งสมัยนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย เพราะมีการคิดค้น ออกแบบ ผลิตวัสดุใหม่ ๆ ที่สวยงาม ทั้งวัสดุที่เลียนแบบธรรมชาติ หรือเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ก็มีมากมายมาให้คนที่รักบ้าน เลือกสรรไปตกแต่งบ้าน ตามแต่รสนิยม ความต้องการและงบประมาณ ที่ต้องการเป็นสำคัญ
การเลือกวัสดุที่ใช้สำหรับการตกแต่ง ที่จะแนะนำนี้จะเน้นเฉพาะภายนอกบ้าน หรือภายนอกอาคารซึ่งจะมีให้เลือกตามคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ความชื้น การขูดขีด การดูแลรักษา และการออกแบบลักษณะพื้นผิวรูปแบบ หรือ ขนาดต่างๆ
-
ไม้
เป็นวัสดุพื้นฐานหลักของบ้านเรือนไทย ในสมัยก่อน สมัยนี้หลายท่านก็ยังคงนิยมไม้อยู่ เพราะผิวไม้ให้ความรู้สึกเย็นสบายและใกล้ชิดธรรมชาติกับผู้อยู่อาศัย แต่เนื่องจากไม้เป็นวัสดุธรรมชาติ ที่ใช้แล้วหมดไปหากไม่มีการปลูกใหม่มาทดแทน ทำให้ปัจจุบันไม้ที่มีคุณภาพดี ๆ จะหายากและมีระดับราคาที่สูง ไม้ที่เหมาะกับการใช้งานภายนอกอาคารควรเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้เต็ง โดยไม้ที่เลือกนำมาใช้ควรเป็นไม้ผ่านการคัดและตัดส่วนที่ไม่ดีทิ้ง เช่น ตาไม้ ปุ่มไม้ ทำการอบให้แห้งสนิท และควรเคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบไม้ โพลียูรีเทนเพื่อป้องกันความชื้นแทรกซึมเข้าเนื้อไม้ ปัจจุบันมีวัสดุใหม่ ๆ ที่สวยงามเพื่อทดแทนไม้จริง ไม่ว่าจะเป็นไม้สนแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือไม้เทียม ยี่ห้อต่างๆ ผลิตออกมาให้เลือกมากมาย เช่น ไม้อัด OSB (Oriented Strand Board) ที่ทำจากเศษไม้สนมาอัดกาวให้เป็น 2 แผ่น นิยมนำมาปูพื้น กรุผนัง กรุฝ้า หรือใช้ในงานโครงสร้างเพราะกันน้ำได้ แผ่นไม้อัด OSB มีขนาดมาตรฐาน 120 x 240 เซนติเมตร มีความหนาตั้งแต่ 10-20 มม. แผ่นไม้มีพื้นผิวหยาบและลวดลายที่เด่นชัด จึงเหมาะจะใช้เมื่อต้องการให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ -
คอนกรีตเปลือย
เหมาะกับการใช้งานที่ทำเป็นผิวผนังหรือพื้น คอนกรีตเปลือยจะมีสีปูนเทาๆ สีไม่เรียบเสมอกันทั้งผืน ให้ความรู้สึกอารมณ์ที่ดูดิบๆ แนวอาร์ต ที่ดูดีมีรสนิยมไปอีกแบบ คอนกรีตเปลือยสามารถสร้างสีสันได้ด้วยการผสมกับดินสี หรือสีฝุ่น ตามที่ต้องการ และเลือกทำได้ทั้งผิวขัดมัน หรือขัดหยาบ และยังสร้างลวดลายได้ตามต้องการ เช่น นำเปลือกหอย ใบไม้ มากดทับขณะผิวปูนยังเปียก ก็จะได้งานศิลปะบนพื้นผิว ทำง่ายๆ และราคาไม่แพงครับ -
หินสังเคราะห์ (Solid Surface)
หรือ หินเทียม ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ บางชนิดอาจมีส่วนผสมของหินด้วย หินสังเคราะห์มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการขีดข่วน ไม่ซึมน้ำเพราะพื้นผิวไม่มีรูพรุน ไม่เป็นเชื้อราและทำความสะอาดง่าย เหมาะจะนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัวหรือในห้องน้ำ มีสีสันให้เลือกมากมาย และมีลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เหมาะกับบ้านที่ต้องการตกแต่งให้ดูทันสมัย -
กระเบื้องแกรนิต (Granite Tile)
สามารถรับน้ำหนักและทนต่อแรงเสียดทานได้ดี เพราะผิวหน้าของแผ่นกระเบื้องมีส่วนผสมของหินธรรมชาติหรือหินแกรนิต โดยนำมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,300 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง และมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ จึงเหมาะกับการปูพื้นและผนัง โดยใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร กระเบื้องแกรนิตมีหลากหลายรูปทรงให้เลือกใช้งาน อาทิ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพื้นสัมผัสของหินธรรมชาติ การติดตั้งจะคล้ายๆ กับการปูกระเบื้องเซรามิค เพียงแต่ช่างต้องมีความประณีต หรือใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ มากกว่า อาทิ การเรียงลวดลาย การยาแนวร่องระหว่างแผ่น เป็นต้น -
สีเท็กซ์เจอร์ (Texture Paint)
เป็นวัสดุชนิดเหลวข้น ซึ่งประกอบด้วยเม็ดหินธรรมชาติ ลาเท็กซ์ อะครีลิคเรซิน และน้ำยาเคมีต่างๆ ที่ช่วยป้องกันรักษาความชื้น เชื้อราและตะไคร่น้ำ ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และมีคุณสมบัติเป็นฉนวนที่ดี ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และลดเลียงสะท้อน สีเท็กซ์เจอร์สามารถใช้ตกแต่งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ติดตั้งโดยกรรมวิธีการพ่น ฉาบ หรือใช้ลูกกลิ้ง สามารถทำเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้โดยไม่มีรอยต่อ โดยยึดเกาะได้กับพื้นผิวแทบทุกชนิด เช่น ผนังปูน ยิปซัม ไม้อัด กระจก หรือโลหะต่างๆ -
สแตนเลสตีล (Stainless Steel)
สแตนเลส มีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งานหนักได้ดี เป็นวัสดุที่ไม่ซึมน้ำ จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเปียกชื้นสูง ทำความสะอาดง่าย เนื่องจากผิวของวัสดุไม่สะสมคราบสกปรก ทนต่อกรด ด่าง สารเคมี และความร้อนได้ดี มีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่มีผิวมันเงาแบบผิวขัดด้าน และแบบปั๊มลาย สำหรับสแตนเลสผิวมันวาวจะเกิดรอยขูดขีดและคราบน้ำมันได้ง่ายกว่า ดังนั้น ในการทำความสะอาดจึงไม่ควรใช้แผ่นใยขัดถูแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
หากเรามีไอเดียตกแต่งบ้านด้วยตนเอง เพื่อทำให้บ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย สวยงามขึ้นและโดดเด่นกว่าบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยการเลือกใช้วัสดุตกแต่งข้างต้น และหากงานตกแต่งที่คุณสร้างสรรค์มีความต่อเนื่องกันตั้งแต่ รั้วนอกบ้าน ตัวอาคารภายนอก จนถึงภายในบ้าน เช่น ชอบ ”แนวธรรมชาติ” ก็เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มีพื้นผิวสัมผัสแบบ“ธรรมชาติ” และสร้างความต่อเนื่องกันด้วย เส้นสาย ลวดลายอิสระหรือธรรมชาติ เลือกปูพื้นระเบียงภายนอกด้วยพื้นไม้ และต่อเนื่องมายังภายใน ให้เสมือนเป็นผืนเดียวกันจากภายนอกสู่ภายใน
Popularity: 12%
…ทางยกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามแยก ทางด่วน หรือทางรถไฟฟ้า ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะร้ายในทางฮวงจุ้ยทั้งสิ้น สำหรับอาคารบ้านเรือน ตำราฮวงจุ้ยเปรียบทางยกระดับ เสมือนมังกรที่เลื้อยผ่าน กระแสที่สูงกว่าถนนจะตัดตัวอาคาร สร้างความเสียหายไปทั่ว
ใครที่มีบ้าน ร้านค้า หรืออาคารที่อยู่ติดกับทางยกระดับ คงจะพอเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมเจอลูกค้าหลายรายบ่นให้ฟัง จนบางรายถึงกับต้องย้ายหนีเพราะทำธุรกิจไม่ได้ ทางรถไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ย่านสีลม สุขุมวิท ที่เคยรุ่งเรืองสุดๆ พอมีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าตลอดแนว ความรุ่งเรืองที่เคยมีก็แทบจะหายไป จะมีจุดที่ได้ผลประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทางขึ้นรถไฟฟ้าเท่านั้น
ผลกระทบของทางยกระดับ อย่างแรกก็คือ โครงสร้างที่ใหญ่โตเกือบเต็มถนน จะปิดบังสองฟากฝั่งถนน ร้านค้า อาคารที่เคยมองเห็นอย่างโดดเด่นก็ถูกปิดบังจนหมดส่งผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจ ลูกค้าที่มาติดต่อไม่สามารถมองได้ชัดเจนเหมือนแต่ก่อน รถไฟฟ้าวิ่งตัดผ่าน ปิดบังอาคารเกือบมิด
ประเด็นที่สอง กระแสที่เคยวิ่งบนถนน สายเดียว จะถูกแชร์เป็นสองสายทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้ร้านค้าที่ไม่ได้อยู่บริเวณสถานีขึ้นลงรถไฟฟ้าเสียประโยชน์ไป เพราะลูกค้าด้านบนไม่สามารถมองเห็นร้านค้าได้ แต่ถ้าลูกค้าวิ่งบนถนนปกติ ก็จะสามารถมองเห็นได้ทั้งสองฝั่ง
หลายคนถามผมว่า จะแก้ไขอย่างไรในกรณีแบบนี้ ผมก็มักจะตอบไปว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ต้องหาทำเลที่อยู่ใกล้ทางขึ้นลงเท่านั้นเพราะเป็นเรื่องของโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ ซินแสบางคนบอกว่า แก้ได้ ให้ติดกระจกบ้าง ติดยันต์หัวเสือบ้าง ผมเห็นหลายร้านติดกันก็ช่วยอะไรไม่ได้
ผมยังจำได้ว่า กรณีของธนาคารกสิกรไทย ที่เมื่อก่อนสำนักงานใหญ่จะอยู่ที่ถนนพหลโยธิน พอทราบข่าวว่า ถนนสายนี้จะสร้างทางรถไฟฟ้า ผู้บริหารจึงมีนโยบายย้ายสำนักงานใหญ่ทันที จนปัจจุบันย้ายมาอยู่ใกล้กับสะพานพระราม 9 (สะพานแขวน) ส่วนธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่บนถนนสีลมก็มีแผนที่ย้ายไปอยู่ถนนพระราม 3 เหมือนกัน แต่มีปัญหาบางประการจึงต้องอยู่ที่เดิม
แต่ถึงแม้ว่า ทางยกระดับใหญ่ๆ อย่างทางรถไฟฟ้า จะให้ผลกระทบทางธุรกิจบ้าง “แต่ในแง่ดีของทางประเภทนี้ก็มีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเดินทาง หรือช่วยลดการจราจรที่ติดขัดบนถนนราบได้เป็นอย่างดี ธุรกิจที่อยู่บนถนนที่มีทางรถไฟฟ้าผ่าน ก็จะได้ประโยชน์อยู่บ้างโดยเฉพาะบริเวณจุดขึ้นลงสถานี
ธุรกิจประเภทที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดฯ หรือหมู่บ้านจัดสรร จะประสบความสำเร็จมาก ขายแพงแค่ไหนก็มีคนซื้อ เพราะการเดินทางสะดวกสบาย แถมไม่ต้องขับรถให้เสียค่าน้ำมันอีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ได้ตรงจุด” ถ้าคอนโดฯ ตั้งติดกับทางรถไฟฟ้าเกินไป การเลือกตำแหน่งห้องอย่าให้ต่ำกว่าทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตรงกับทางรถไฟฟ้าพอดี ควรเลือกชั้นที่สูงกว่าทางรถไฟฟ้าจะดีที่สุด เช่น คอนโดฯ มี 10 ชั้น ทางรถไฟฟ้ามีความสูงตรงกับชั้น 4 ดังนั้นชั้น 4 ไม่ควรเลือกเพราะตรงกับกระแสรถไฟฟ้าที่วิ่ง นั่นเอง
ทางรถไฟฟ้า ถึงแม้จะให้ผลเสียทางธุรกิจบ้าง แต่ผลดีในเรื่องของการเดินทางที่ให้ความสะดวกสบาย ก็ดูจะมีน้ำหนักไม่แพ้กัน การจะสรุปว่า มีทางรถไฟฟ้าอยู่ใกล้แล้วให้ผลเสียอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ คงขึ้นอยู่กับธุรกิจ หรือการใช้ประโยชน์จากทำเล ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่มากกว่า…
Popularity: 19%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เมื่อพูดถึงในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา มีอยู่สไตล์หนึ่งซึ่งแม้กระทั่งนักออกแบบหรือมัณฑนากรแทบไม่ค่อยรู้จัก หรือมักนำมาใช้ในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา และเท่าที่ทราบก็ยังไม่ค่อยมีท่านใดนำมาประยุกต์ใช้ อาจเนื่องด้วยรายละเอียดของงานและการประดิดประดอยทำได้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยช่างปั้นบัวที่เก่งฉกาจมากจึงจะออกมาได้สวยงาม สไตล์ที่กล่าวถึงนี้มีชื่อเรียกว่า โรโคโค ที่อยู่ในช่วงราวพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเทียบเคียงได้กับสมัยอยุธยาเลยทีเดียว นับเป็นยุคทองของฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในแถบยุโรปหันมาตกแต่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชวัง ปราสาท และคฤหาสน์ต่างๆ เราลองมาทำความรู้จักคุ้นเคยกับสไตล์ที่ว่ากันสักเล็กน้อยด้วยการย่อยข้อมูลและประวัติความเป็นมา ลักษณะเครื่องเรือนและการตกแต่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีใครสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านของท่าน
ศิลปะโรโกโก ROCOCO
ประวัติทั่วไป ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของยุโรป
กล่าวคือ คำว่า “Rococo” นี้มาจากคำว่า “Rocille” (Shell Shape) ซึ่งเป็นลายแม่บท (Motif) ที่นิยมกันมากในการตกแต่งประดับประดาของบาโรค และเมื่อคำว่า “Rocaille” นี้มาผสมกับคำว่า “Baroco” ในภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “Baroque” เลยกลายเป็นคำว่า “Rococo” คำนี้เริ่มใช้โดยนักประวัติศาสตร์ประมาณปี ค.ศ.1730-1840 เพื่อเรียกช่วง (Phase) สุดท้ายของบาโรคในระยะเวลาประมาณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1720 ถึง 1770/80 กว่าๆ กล่าวคือ จนถูกนีโอคลาสสิคซิสม์ลบล้างลง และคำนี้ใช้กับงานศิลปะทุกแขนงรวมทั้งสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง
แม้ว่าคำว่า “Rococo” นี้จะเริ่มต้นมาจากมัฑนศิลป์ (Decortive Arts) ก่อนก็ตามและ “Rococo Style” บางครั้งก็เรียกว่า “Style of Louis XV” อันเป็นการสะท้อนถึงรสนิยมในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1715- ค.ศ. 1774) รูปทรง (Form) ที่อวบอิ่มและค่อนข้างหนักของบาโรค เริ่มเปลี่ยนเป็นรูปทรงตรงโปร่งบางเบาและงดงามโปร่งบาง (Elegant) รูปทรงแบบตัวเลข (S) ยิ่งผอมสูงยิ่งขึ้น และการประดับประดาลวดลายต่าง ๆ จะได้รับการออกแบบโดยใช้รูปทรงหลายประเภทผสมกันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกหอย กิ่งไม้ ก้อนหิน เป็นต้น
รวมทั้งรูปทรงที่สะท้อนถึงความสนุกสนานบันเทิงใจอันเป็นลักษณะของสมัยนั้น รูปแบบโรโคโคนี้เป็นรูปแบบของการประดับประดา (Ornamental Style) ที่บางเบาผิวเผินบนพื้นผิวมากกว่าที่เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนงอกออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของอาคารแบบบาโรค ในทางสถาปัตยกรรมรูปแบบบาโรคที่แสดงออกถึงอารมณ์ ซึ่งมีการิโน การินิ (ค.ศ.1625-ค.ศ.1667) เป็นต้นกำเนิดถูกแปรเปลี่ยนไปตามรสนิยมของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมาผสมผสานกับระบบการตกแต่งประดับประดาของฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 คือ โรโคโค เมืองเวียนนา ในประเทศออสเตรีย และภายใต้ของประเทศเยอรมันเป็นผู้นำในสถาปัตยกรรมโรโคโค นอกเหนือจากฝรั่งเศสผู้เป็นต้นตำหรับ ซึ่งจะเห็นได้จากการนำเอางานจิตรกรรม ประติมากรรมมัณฑนศิลป์สาขาต่าง ๆ มาผสมผสานกันกับสถาปัตยกรรมจนเกิดผลรวมทั้งหมดที่หรูหราวิจิตรพิสดารและมีชีวิตชีวา ในผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกโรโคโคพวกนี้โดยทั่วๆ ไปเราจะสังเกตได้ว่ามีการจัดแปลนที่ประสานกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ เช่น สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ถนนหนทาง เป็นต้น และการออกแบบแปลนและรูปด้านที่ประสานกลมกลืนกัน
ในระยะแรกความสำคัญของศิลปะโรโคโคอยู่ที่การตกแต่งและการประดิษฐ์ลวดลายประดับอาคารและอื่นๆ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะบาโรกของอิตาลี ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการสร้างพระราชวังแวร์ซาย ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่างชาวฝรั่งเศสได้ดัดแปลงความละเอียด ความโอ่อ่าหรูหราตลอดจนเส้นและรูปทรงที่โค้งฉวัดเฉวียน แต่ยังคงความแข็งแรง แน่นทึบของมวลปริมาตรอยู่ ให้มาเป็นความนุ่มนวล อ่อนหวาน บอบบางมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะปรากฏให้เห็นทั้งงานวิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์
ROCOCO PERIOD 1730-1760 สมัยของระยะพระเจ้าหลุยส์ที่15 (1723-1774) เป็นระยะเวลาที่ศิลปะและการตกแต่งทำกันอย่างประหยัดลงขนาดของห้องและลักษณะของเครื่องเรือนเล็กลงและการตกแต่งมีความเว้าโค้งอ่อนไหวมาก สีที่ใช้ก็อ่อนๆนุ่มนวล มีลักษณะของสตรีเพศแฝงอยู่ตัดลักษณะเสาของสถาปัตยกรรมโบราณออกและมีอิทธิพลของทางตะวันออกมากขึ้น
การตกแต่งสมัยโรโคโคนี้เป็นที่เข้าใจว่าหลุยส์ที่ 15 ให้ความสำคัญในการตกแต่งภายในมากกว่าสถาปัตยกรรม คำว่า ROCOCO คือคำว่าที่รวมความหมายในภาษฝรั่งเศส ระหว่างคำว่า ROCAILLE ซึ่งหมายถึง หิน คำที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ และคำว่า COQUILLE ซึ่งหมายถึง หอย ฝาหอย จึงทำให้ลวดลาย หลักที่ใช้ในสมัยนี้มีลายฝาหอยเป็นสำคัญ การออกแบบในสมัยนี้ยึดหลักความเหมาะสม ความสะดวกสบายด้านการใช้สอยของมนุษย์เป็นหลักสำคัญห้องต่างๆมีขนาดเล็กลงและเพิ่มการแบ่งสัดส่วนของเนื้อที่ให้ได้รับประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการต่างๆ เช่น ส่วนที่เป็นกลางซึ่งใช้รวมกันและส่วนที่เป็นบริเวณส่วนตัวโดยเฉพาะ มีการจัดห้องรับรองสำหรับใช้ฤดูหนาวและฤดูร้อน ห้องสมุดส่วนพระองค์ ห้องนั่งเล่น ห้องพักผ่อน ห้องเล่นเกม ห้องดื่มกาแฟ ห้องดนตรี ห้องนอนและห้องแต่งตัว ซึ่งทุกอย่างเหมือนการจัดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยกเว้นห้องน้ำ มีส่วนลับเฉพาะสำหรับส่วนตัวจริงๆซึ่งซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้า โดยต้องเข้าทางตู้เสื้อผ้าหรือเจาะช่องเข้าทางผนังห้องซึ่งตกแต่งไว้ แต่ไม่เน้นเป็นประตู
การตกแต่งแบบโรคโคโค ซึ่งมีการใช้เส้นโค้งเว้าอย่างอิสระ (CURVILINER) นั้นแสดงออกให้เห็นลักษณะลวดลายซึ่งเลื้อยไหลในส่วนลายละเอียดมีลักษณะของเปลวไฟ ลักษณะของห้องดู มีเสน่ห์ การตกแต่งผนังส่วนใหญ่เป็นไม้ ระหว่างช่วงที่ผนังชนเพดานมีเพียงบัวประกอบมุมเท่านั้น ลดช่วงขนาดของการตกแต่งผนังให้เล็กลง ส่วนบนและส่วนล่างของกรอบที่ใช้ตกแต่งผนังเป็นไม้แกะลายเส้นเหมือนขอบริมฝีปากของผู้หญิงหรือเป็นเส้นโค้งเว้าต่อเนื่องกัน ตามมุมกรอบที่ตกแต่งผนังมีลักษณะสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวตั้งเพื่อประกอบความสูงของห้อง ไม่มีการใช้กรอบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสเลย
ในผนังด้านหนึ่งมีการแบ่งเป็นกรอบเล็กกรอบใหญ่ประกอบกันไป รวมทั้งผนังที่ตรงข้ามกัน มีการประกอบลวดลายและเดินเส้นทองเขียนตกแต่งช่วงกลางกรอบด้วยลายเครือเถาวัลย์สีนุ่มนวล ส่วนที่อยู่อาศัยทั่วไปก็เพียงแต่ทาสีเท่านั้น ในบางห้องใช้ไม้โอ๊คสีธรรมชาติลงขี้ผึ้งขัดเนื้อไม้เป็นพื้น และในบางห้องก็ทาสีอ่อนๆ เช่นสี ชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เป็นต้น ในระยะนี้มีการห้อยผ้าทอเป็นภาพตกแต่งผนังซึ่งเป็นส่วนที่เด่นของห้องหรือที่ประหยัดกว่าก็ใช้ผ้าไหมเขียนภาพห้อยตกแต่งผนังแทน ส่วนที่ใช้ในการตกแต่งผนังอย่างอื่นก็มี เช่น กระจกเงา เชิงเทียน เตาผิงทำด้วยหินอ่อน ชั้นขอบเหนือเตาผิงมีลักษณะโค้งเว้า
ลักษณะนี้รวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย ช่วงเหนือเตาผิงตกแต่งด้วย ไม้แกะสลัก กระจกเงา หรือภาพเขียน ส่วนผนังด้านตรงข้ามรวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย เหนือโต๊ะคอนโซลตกแต่งด้วยกระจกเงาเพื่อสะท้อนแสงสว่างจากโคมระย้าที่ห้อยอยู่ตรงกลางห้อง หน้าเตาผิงมีแผ่นเหล็กตกแต่งด้วยลวดลายทองแบบโรคโคโคเพื่อบังแสง ลูกไฟและกระจายความร้อน ลวดลายที่อยู่บนผ้าที่ใช้ในการตกแต่งมีขนาดเล็กลง มีลายรูป ริ้วแถบผ้า ช่อดอกไม้ ลายฝาหอย ประกอบกับลวดลายโค้ง เว้า กลมกลืนกับความโค้งของเส้นรอบบัวที่ตกแต่งผนังและมีการใช้ผ้าฝ้ายพิมพ์ลวดลายกลุ่มใหญ่โดยใช้สีแดง น้ำเงิน เขียวและสีไข่ไก่ ลงบนผ้าพื้นสีขาว หน้าต่างห้อยม่านสีอ่อนๆ พื้นไม้ปาร์เก้สี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับสีด้วยไม้ต่างชนิดกัน ส่วนที่เป็นห้องโถงส่วนกลางปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยม แล้วปูด้วยพรมชนิดหนาลวดลายโรคโคโค สีนุ่มนวล
ศิลปโรโคโค (ภาษาอังกฤษ:Rococo) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า "ศิลปแบบหลุยส์ที่ 15" (Louis XIV Style) ศิลปโรโคโคเริ่มพัฒนามาจากศิลปฝรั่งเศส และการตกแต่งภายในเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 ห้องที่ออกแบบแบบโรโคโคจะเป็น เอกภาพ คือทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกันอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่จะอิสระต่อกัน คือไม่มีสิ่งใดในห้องนั้นที่นอกแบบออกมา ภายในห้องจะมีเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราและอลังการ รูปปั้นเล็กๆแบบประดิดประดอย ภาพเขียนหรือกระจกก็จะเป็นกรอบลวดลาย และพรมแขวนผนัง ที่ถ้าแยกอะไรออกมาก็จะทำให้ห้องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ศิลปโรโคโคมาแทนด้วยสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิคและบาโรค
สไตล์โรโคโคเริ่มขึ้นจากงานมัณฑนศิลป์และศิลปะการตกแต่งภายใน ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปลายรัชสมัยการตกแต่งอย่างหรูหราแบบโรโคโคก็เริ่มเบาขึ้น มีเส้นโค้ง และลวดลายเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดได้จากผลงานของ นิโคลัส พินเนอ (Nicholas Pineau) ระหว่างสมัยรีเจนซ์ (R?gence) ชีวิตราชสำนักก็เริ่มย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โรโคโคก็มีรากฐานมั่นคงขึ้นโดยเริ่มจากงานในวังหลวงแล้วขยายออกมาสู่งานสำหรับชนชั้นสูง ลักษณะอ่อนไหวและขึ้เล่นของโรโคโคทำให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อของรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยแท้ราวประมาณปี ค.ศ. 1730 เป็นระยะที่ศิลปโรโคโครุ่งเรืองที่สุดในประเทศฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมลักษณะนี้เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลต่อศิลปะแขนงอื่นๆด้วย เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์ จะเห็นได้จากงานของ ฌอง อองตวน วัตโตว์ (Jean-Antoine Watteau) และ ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Fran?ois Boucher) ศิลปโรโคโคยังรักษาลักษณะบางอย่างของศิลปบาโรกเช่นความซับซ้อนของรูปทรง (form) และความละเอียดลออของลวดลาย แต่สิ่งที่โรโคโคจะแตกต่างกับบาโรกคือจะผสมผสานลักษณะอย่างอื่นเข้ามาด้วย รวมทั้งศิลปะจากทางตะวันออกโดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น และองค์ประกอบจะขาดความสมดุล (asymmetric)
ศิลปะแบบโรโคโคเผยแพร่โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แต่ผู้ที่ตื่นเต้นกับศิลปะลักษณะนี้มากก็คือสถาบันคาทอลิกทางใต้ของประเทศเยอรมนี บริเวณโบฮิเมีย (Bohemia-ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และประเทศออสเตรีย เพราะเป็นศิลปะที่สามารถประสมประสานอย่างกลมกลืนกับศิลปบาโรคแบบเยอรมนีได้เป็นอย่างดี ศิลปโรโคโคแบบเยอรมนีจะใช้กันมากในการสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ (monasteries) และวัง ในสมัยพระเจ้าฟรีดริชมหาราช แห่ง ปรัสเซีย ศิลปินแห่งราชสำนักปรัสเซียก็เริ่มสร้างลักษณะโรโคโคที่เป็นของตนเองที่เรียกกันว่าโรโคโคแบบฟรีดริช (Frederician Rococo) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากโรโคโคฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ สถาปนิกมักจะตกแต่งภายในด้วยปุยเมฆที่ทำจากปูนปั้น (stucco) ทั่วไปทั้งห้อง
พอถึงปลายสมัยโรโคโค ศิลปะแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันทางเหนือและใต้สุดของประเทศอิตาลี ฟรานเซสโก บอโรมินิ (Francesco Borromini) และ กัวริโน กัวรินี (Guarino Guarini) ใช้โรโคโคที่เมืองตูริน เวนิส เนเปิล และ ซิซิลี แต่ทางบริเวณทัสเคนี และ โรม จะไม่นิยมโรโคโค และยังยึดอยู่กับศิลปะแบบบาโรค
โรโคโคที่ประเทศอังกฤษมักจะเรียกกันว่าศิลปะแบบฝรั่งเศส หรือ "รสนิยมฝรั่งเศส" ("French taste") สถาปัตยกรรมแบบโรโคโคจะไม่เป็นที่นิยม แต่โรโคโคที่นิยมกันก็คือการทำเครื่องเงิน เครื่องกระเบื้อง และไหม ธอมัส ชิพเพ็นเดล (Thomas Chippendale) ช่างออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เปลี่ยนรูปแบบการทำเฟอร์นิเจอร์โดยการนำโรโคโคมาประยุกต์ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีของความสวยงามของโรโคโค ถึงแม้ว่าโฮการ์ธจะไม่ใช้คำว่าโรโคโคโดยตรงในหนังสือชื่อ "การวิจัยเรื่องความงาม" (Analysis of Beauty) (ค.ศ. 1753) แต่โฮการ์ธก็พูดถึงความอ่อนช้อย สละสลวยของเส้นและรูปโค้งแบบเอส (S-curves) ที่โรโคโคใช้ ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะโรโคโค และเป็นสิ่งที่ทำให้โรโคโคมีความอ่อนช้อยสวยงาม และทำให้แตกต่างจากศิลปะสมัยคลาสสิคซิสม์ (Classicism ซึ่งเป็นศิลปะสมัยที่หันกลับไปนิยมเลียนแบบศิลปะแบบกรีกและโรมัน) ที่จะขึงขังเพราะการใช้เส้นตรงหรือวงกลมเป็นหลัก ศิลปโรโคโคเริ่มวิวัฒนาการขึ้นในขณะเดียวกับที่มีการฟื้นตัวกลับมานิยมสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ("สมัยฟื้นฟูกอธิค" (Gothic Revival)) เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
ครับอ่านแล้วค่อนข้างจะหนักไปทางประวัติศาสตร์บ้างพอสมควร แต่ก็เชื่อว่าบางท่านสนใจและเป็นความหลากหลายที่ได้ความรู้ติดตัวไปบ้างจากคอลัมน์นี้ นอกเหนือไปจากตกแต่งเท่านั้นครับ
Popularity: 22%
ฤดูร้อน โดยเฉพาะร้อนสุดของปีในเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีวันหยุดยาว ท่านที่ชอบท่องเที่ยว ขอแนะนำให้เที่ยวไทย ไม่ว่าจะภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้เงินให้หมุนเวียนภายในประเทศ ถ้าคนไทยด้วยกันยังไม่ช่วยกันเราก็คงหวังเพิ่งใครไม่ได้หรอกครับ แต่สำหรับท่านที่รักบ้าน ต้องการหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็จะใช้ช่วงเวลานี้ล่ะ ที่จะมีเวลามาดูแลจัดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่
ขอแนะไอเดีย คลายร้อน ด้วยการปลูกต้นไม้ ทั้งภายนอกบ้าน คือบริเวณสวนโดยรอบบ้าน และห้องต่างๆ ภายในบ้าน ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์และความต้องการที่แตกต่างกันของเจ้าของบ้านแต่ละท่าน โดยหลัก ๆ คือ ต้องสวยงาม ตามมาด้วยร่มรื่น และที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องความเชื่อเรื่องพรรณไม้มงคล ซึ่งหากเลือกปลูกพรรณไม้ที่ถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน ก็จะช่วยเสริมให้บ้านอยู่เย็นเป็นสุขหรือมีโชคลาภ แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน เป็นเพียงความเชื่อและความชอบ ส่วนบุคคล และเพื่อความสบายใจครับ
พรรณไม้มงคล ก็ยังมีชนิด หรือประเภทให้เลือกปลูก อีกหลากหลาย เช่น
-
ไม้มงคลประจำบ้าน เชื่อกันว่าหากปลูกพรรณไม้นี้ไว้ในบริเวณบ้าน จะเป็นสิริมงคลกับเจ้าของบ้าน เช่น ขนุน เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน วาสนา เสน่ห์จันทร์ขาว พุด เป็นต้น
-
ไม้มงคลประจำทิศ เป็นอีกหลักในการเลือกปลูกพรรณไม้ โดยพิจารณาจากทิศทั้ง 8 ทิศ ในการเลือกพรรณไม้ที่จะปลูก เพื่อช่วยเสริมมงคลยิ่งขึ้น ดังนี้
พรรณไม้ประจำทิศเหนือ เช่น โกสน ไผ่ หมากเขียว หมากแดง บอนสี
พรรณไม้ประจำทิศใต้ เช่น ใบเงินใบทอง เงินไหลมา พุทธรักษา พวงแสด พวงชมพู เล็บมือนาง กุหลาบ เข็ม หมากแดง
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออก เช่น บอนสี เงินไหลมา หมากผู้หมากเมีย ไผ่ สาวน้อยปะแป้ง สนฉัตร ปาล์มขวด
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตก เช่น การเวก แก้ว วาสนา มะลิ พุทธรักษา ใบทอง พุด พวงเงิน แสงจันทร์ ประดู่ พู่ระหง หมากนวล ทองหลาง
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สาวน้อยปะแป้ง ปาล์มขวด ว่านหางจระเข้ สร้อยอินทนิล สนฉัตร เป็นต้น
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ชวนชม ใบเงิน ใบทอง บัวหลวง สร้อยอินทนิล สารภี ผกากรอง อัญชัน
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น หมากเขียว หมากนวล โมก พู่ระหง มะลิ แก้ว เฟิร์น
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ เช่น โมก หมากนวล มะลิ กุหลาบ แก้ว เข็ม พุทธ ชวนชม ใบเงิน ใบทอง เล็บมือแดง
ไม้มงคลประจำวันเกิด
วันอาทิตย์; โกสน กุหลาบ เข็ม คริสต์มาส จำปา ชบา พุทธรักษา หมากแดง เฟื่องฟ้า
วันจันทร์; แก้ว กระถิน จำปี มะลิ พุดซ้อน พิกุล พลูด่าง มะละกอ มะม่วง มะยม ฝรั่ง บัวบก ราตรี เสน่ห์จันทร์ขาว
วันอังคาร; กุหลาบ บานไม่รู้โรย ชวนชม ใบเงิน ใบทอง โกสน ชบา ไฮเดรนเยีย พวงชมพู เข็ม
วันพุธ; ขนุน คูน เงินไหลมา มะยม มะละกอ พลูด่าง วาสนา บอนสี ว่านหางจระเข้ ไผ่ สนฉัตร
วันพฤหัสบดี; การเวก จำปา จำปี พุดซ้อน ราตรี บานชื่น พุทธรักษา มะลิซ้อน มะละกอ
วันศุกร์; พู่ระหง โกสน กุหลาบ แก้ว สร้อยอินทนิล บัว มะลิ พุดซ้อน ผกากรอง เข็ม อัญชัน
วันเสาร์; ฝรั่ง มะละกอ มะม่วง ชมพู่ หมากเขียว เฟื่องฟ้า วาสนา มะลิซ้อน อัญชัน จำปา จำปี
การตกแต่งต้นไม้ภายในบ้าน มีได้หลายแบบ ตั้งแต่การนำดอกไม้สีสวย จัดลงแจกัน แต่ก็จะอยู่ได้ไม่นานก็จะโรยรา แต่คราวนี้อยากชวนให้นำมาปลูกกันในบ้านเลยครับ โดยการจัดต้นไม้ ขนาดและความสูงที่เหมาะสม กับจุดที่เราจะตั้งวาง และเลือกหากระถางสวยๆ มาจัดวางตามมุมบ้าน เพื่อลบเหลี่ยม ลบมุมต่าง ๆ และทำให้บ้านที่เคยแห้ง สดชื่น ดูดีมีชีวิต ชีวา ขึ้นมา
สำหรับจุดในการตั้งกระถาง ขอให้เลือกจุดที่ชอบ และเป็นจุดที่เหมาะสม เช่น ห้องน้ำ เหมาะกับต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ เช่น เฟิร์น พลูด่าง หรือพืชในกลุ่มปาล์ม นอกจากน้ำในกระถางแล้ว ยังมีไอน้ำเย็นๆ ที่ระเหยมาให้ต้นไม้ได้ดูดซับด้วย ห้องครัว เหมาะกับต้นไม้ประเภทสมุนไพร เช่น โหระพา กระเพรา ตะไคร้ หรือพริก ได้ทั้งความชุ่มชื่น ความหอม และยังนำมาใช้ปรุงอาหาร ได้อีกด้วย และสิ่งที่จำเป็น ที่ต้องคำนึงถึง คือ ในเรื่องของการมีแสงแดดส่องถึง เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการแดด ต้องการอากาศหายใจ ควรศึกษาก่อนว่าพันธุ์ไหนต้องการแดดจัด พันธุ์ไหนโดนแดดแรง ๆ ไม่ได้ ต้นไม้บางประเภทสามารถนำเข้ามาอยู่ในบ้านได้นานประมาณครึ่งเดือน แล้วค่อยยกออกไปนอกบ้านเพื่อให้รับแสงแดดสักครั้ง
เลือกแต่งต้นไม้ ตามสไตล์และรสนิยม
Popularity: 12%
“ ทิศตะวันตกเป็นทิศคนตาย ห้ามเอาหัวนอนไปทางทิศนี้”
นี่เป็นกฎเกณฑ์ของคนไทย ที่คนโบราณสั่งสอนกันมา จนกลายเป็นคำถามของคนยุคนี้ว่า จริงเหรอ ถ้านอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก จะทำให้เจ็บป่วย อายุสั้น เพราะเป็นทิศคนตาย ทิศที่เป็นมงคลสำหรับคนไทย คือ ทิศเหนือ กับทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตก กับทิศใต้ ถือว่าเป็นทิศอัปมงคล ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็คงมาจากชื่อ นั่นเอง
หลักฮวงจุ้ย ไม่ได้ถืออย่างคนไทย แต่จะเน้นไปที่ชัยภูมิในการวางเตียงนอนมากกว่า หรือไม่ก็ดูจากธาตุปีเกิดของผู้นอนว่า ควรหันหัวนอนไปทางทิศใด อย่างคนเกิดปีกุนกับปีชวด ทิศหัวนอนเป็นทิศตะวันตก ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง เพราะเป็นทิศส่งเสริมเจ้าชะตา ตามหลักความสัมพันธ์ของธาตุทั้ง 5 ปีกุนกับปีชวด เป็นธาตุน้ำ ส่วนทิศตะวันตก เป็นธาตุทอง ตามกฎเบญจธาตุ ธาตุทองส่งเสริมธาตุน้ำ
จากเก็บข้อมูลของผมเอง คนที่นอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก เมื่อเปรียบเทียบกับการนอนทิศอื่นๆ ผลออกมาไม่ต่างกันครับ มีดีมีเสียพอๆกัน อย่างคนที่เอาหัวนอนไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นทิศมงคลนั้น ก็มีทั้งดีทั้งเสียเหมือนกัน
แต่ก็มีบางกรณีที่นอนแล้วเกิดอาการเจ็บป่วยภายในเวลาไปถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เชื่อ (แบบฝังหัว) ว่าทิศตะวันตกไม่ดีห้ามนอน เมื่อไปลองนอนดูก็เกิดอาการทันที ซึ่งสันนิฐานว่า น่าจะเกิดจากภาวะอุปทานมากกว่า
ผมเองลองค้นหาข้อมูลในเรื่องนี้ โดยหาตำราเก่าๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของไทย ก็พบว่า มีพูดเอาไว้เหมือนกันเกี่ยวกับทิศตะวันตกที่ห้ามเอาหัวนอนหันไป แต่ตำราไม่มีคำอธิบายว่าเพราะอะไร จนมาวันหนึ่งผมลองทดสอบกับตัวเอง ลองเอาหัวนอนหันไปทางทิศตะวันตก จะดูว่ามีผลเสียอย่างไร ปรากฏว่าพอตื่นนอนขึ้นมาผมก็ทราบคำถามทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเป็นสัปดาห์
จะไม่ให้ทราบได้อย่างไรล่ะครับ แค่ผมลืมตาก็ต้องรีบหลับตาทันที เพราะถ้าขืนไม่หลับตาก็มีหวังตาคงจะบอดแน่ๆ เพราะแสงพระอาทิตย์สาดเข้าเต็มหน้า ผมถึงบางอ้อ..ในบัดนั้น ตอนเช้าใครๆ ก็รู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก การนอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก ก็เท่ากับหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
..นี่คือผลกระทบที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุด
กรณีที่จะได้รับผลกระทบแบบที่ผมจะเจอ จะต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่า ปลายเตียงต้องเป็นหน้าต่างที่แสงอาทิตย์สามารถส่องเข้ามาถึง ถ้าหน้าต่างถูกปิด หรือมีม่านบัง จะไม่เข้าข่าย หรือไม่มีผลกระทบ นั่นเอง
วิถีคนสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะเปิดหน้าต่างนอน เพราะนอนกางมุ้ง ไม่มีมุ้งลวดเหมือนปัจจุบัน จากเหตุผลในเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจถึงข้อบัญญัติอีกข้อหนึ่ง ที่พูดถึงเรื่องของบันได ที่ห้ามหันบันไดขึ้นทางทิศตะวันตก ก็คงมาจากผลกระทบของแสงอาทิตย์ นั่นเอง
บันไดเป็นจุดอันตรายที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถ้าคนเดินขึ้นบันไดแล้วมีแสงอาทิตย์มาแทงตา โอกาสที่จะเหยียบบันไดพลาดก็มีมาก คนโบราณจึงกล่าวห้ามเอาไว้ว่า อย่าสร้างบันไดหันขึ้นทางทิศตะวันตก
ทิศตะวันตก กลายเป็นเจ้าตัวร้ายก็เพราะผลกระทบจากแสงแดด นี่เอง จะมีดีอยู่อย่างเดียวถ้าห้องน้ำห้องส้วมอยู่ทางทิศนี้ เพราะแสงแดดจะเผาผลาญเชื้อโรคและความชื้นภายในห้องน้ำได้ดีที่สุด นอกจากนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นข้อดีของทิศตะวันตกเลย
กลับมาเรื่องหัวนอนกันต่อ สรุปก็คือ การหันหัวนอนไปทางทิศตะวันตก สามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ ถ้าไม่เข้าข่ายที่ปลายเตียงมีช่องหน้าต่าง ที่แสงอาทิตย์สามารถส่องถึงเตียง ส่วนคนที่มีความเชื่อแบบฝังหัว ผมแนะนำว่า ไม่ควรนอนครับ เพราะความเชื่อเป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง ที่มีความแรง สามารถดลบันดาลให้คนที่เชื่อเป็นไปตามนั้นได้ ..
Popularity: 28%
สำหรับสิทธิ์ที่ใช้ในการในการลงคะแนนเสียงนั้น จะนับจากอัตราส่วนที่เจ้าของห้องชุดแต่ละรายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง โดยคำนวณจากอัตราส่วนของราคาห้องชุดแต่ละห้องกับราคารวมของห้องชุดทั้งหมด ตามกฎหมายมาตรา 14 ที่กำหนดว่า “อัตราส่วนในกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ส่วนกลางของเจ้าของร่วมให้เป็นไปตามอัตราส่วนระหว่างเนื้อที่ของห้องชุดแต่ละห้องชุดกับเนื้อที่ของห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดนั้นในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุด”
ดังที่กล่าวในตอนที่แล้วว่า ทรัพย์ส่วนกลาง ประกอบด้วย ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดรวมถึงที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน อาคารหรือส่วนของอาคารและเครื่องอุปกรณ์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน สรุปง่าย ๆ ว่าสิ่งที่ใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน จัดว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลาง
เมื่อเรามีทรัพย์ ก็จำเป็นต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของเรา คอนโดก็เช่นกัน ในเมื่อมีทรัพย์สินส่วนกลางจำนวนมากหลายรายการ ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลรักษา และมีค่าใช้จ่ายในการดูและรักษาดังกล่าว กฎหมายจึงกำหนดไว้ในมาตรา 18 “เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง
เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง”
นอกจากนี้กฎหมาย ยังได้มีระเบียบ มาตรการออกมา เพื่อควบคุม ให้เกิดความยุติธรรม แก่ผู้ที่รักษากฎ ที่ชำระเงินค่าบริการส่วนรวม จึงกำหนดบทลงโทษ สำหรับผู้ที่ไม่ชำระเงิน ภายในเวลาที่กำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละสิบสองต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระโดยไม่คิดทบต้น และหากค้างชำระเงินตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละยี่สิบต่อปีและอาจถูกระงับการให้บริการส่วนรวมหรือการใช้ทรัพย์ส่วนกลางตามที่กำหนดในข้อบังคับ รวมทั้งไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมใหญ่
แถมท้ายอีกเรื่องครับ คือ ระเบียบเงื่อนไขการอยู่อาศัยของคอนโดมิเนียม เพราะแต่ละที่มี ระเบียบข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ ที่แตกต่างกันไป เราจึงควรทราบระเบียบ ข้อควรปฎิบัติและข้อห้ามต่างๆ ด้วย เช่น คอนโดมิเนียมบางแห่งไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงต่างๆ มาเลี้ยงในอาคาร บางแห่งไม่อนุญาตให้ใช้เตาแก๊สทำอาหารภายในห้อง บางแห่งไม่อนุญาตให้มีการตกแต่งต่อเติมห้องในวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะเป็นวันหยุดที่ทุกคนต้องการพักผ่อน เป็นต้น
ข้อมูลในฉบับนี้ น่าจะช่วยให้ท่านที่เพิ่งอยู่อาศัยในคอนโด มองเห็นภาพความสำคัญของทรัพย์ส่วนกลาง ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลทรัพย์ส่วนกลาง และหน้าที่ของท่านเองในฐานะผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโด คือ การชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ตรวจสอบการบริหารงานของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดและผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด การปฏิบัติตามระเบียบเงื่อนไขของการอยู่อาศัย ถ้าทุกท่านปฏิบัติตามนี้ได้ คอนโดของคุณ จะเป็นสังคมคอนโดที่น่าอยู่มากครับ.
Popularity: 19%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
หลังจากเปลี่ยนเก้าอี้ประธานาธิบดีผิวสีอเมริกามาได้หมาดๆ ก็ต้องประสบกับเศรษฐกิจขาลงด้วยพิษของแฮมเบอร์เกอร์ ดีซีสที่ครอบคลุมทั่วยุโรปและเอเซียซึ่งร้ายแรงกว่าต้มยำกุ้ง ดีซีสเมื่อสิบกว่าปีก่อนในไทยที่ดูเหมือนจะหมุนเวียนเป็นเป็นวัฏจักรของการครบรอบ 10ปีทีหนที่โลกและเศรษฐกิจหมุนเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่มิอาจยั้งหยุดได้ ก็คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือละครับ คราวนี้ผลกระทบก็สาหัสเอาการ
พูดมาถึงเรื่องเปลี่ยนเก้าอี้ไม่ใช่ที่เฉพาะอเมริกาเท่านั้นแต่เมืองไทยก็เช่นกันที่เปิดทำเนียบวันเด็กให้ลูกหลานชาวไทยไปทดลองนั่งกันอย่างสนุกสนานพร้อมคำขวัญอันยาวเหยียดที่ค่อนข้างยากจะจดจำแม้กระทั่งผู้ใหญ่เอง แต่เด็กสมัยนี้ฉลาดกว่ารุ่นก่อนเยอะมาก พวกการใช้แอพลิเคชั่นทั้หลายในคอมพิวเตอร์ มือถือและเกมส์ต่างๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้ผมหันมาเสนอรูปแบบเก้าอี้และเครื่องเรือนหรูหราคุ้นหน้าคุ้นตาในแต่ละยุคสมัยที่ช่วยให้บ้านหรือที่ทำงานดูหรูหราขึ้นสำหับท่านที่เบื่อกับเรื่องราวในอดีตและอาจมีเงินซื้อของเมืองนอกในสไตล์หรูหราที่ราคาอาจลดลงมาตามเศรษฐกิจดูบ้างก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกันครับ สำหรับเก้าอี้ตัวแรกเป็นเก้าอี้ในสไตล์โกธิคที่เป็นยุคสุดท้ายในสมัยยุคกลางที่คริสตศาสนามีอำนาจรุ่งเรืองสุดหรือที่ใครเรียกกันว่ายุคมืดเนื่องจากศิลปินและสถาปนิกขาดอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นของตนเอง พนักพิงของเก้าอี้ที่ได้มาจากรูปทรงของหน้าต่างของโบสถ์สไตล์นี้
-
Gothicเฟอร์นิเจอร์แบบ Gothic เป็นสไตล์ที่กำเนิดมาจากอิทธิพลของสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาในคริสต์ศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สืบทอดกันมาในยุคสมัยกลาง ปรากฎตัวครั้งแรกในอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยช่างเฟอร์นิเจอร์ ชื่อ Thomas Chippendale ซึ่งได้ประยุกต์เอาลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบ Gothic เช่น ซุ้มประตู เส้นโค้งคล้ายอักษร S และดอกไม้สี่กลีบ ใส่เข้าไปอย่างเหมาะเจาะในการออกแบบชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเขา สไตล์ Gothic นี้ได้รับการฟื้นฟูและนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปแบบสไตล์ Arts and Crafts Movement ในช่วงเวลาต่อมา ตัวที่สองเป็นตู้เก็บของสไตล์บาโรคที่ใช้ทอง มาประดับพร้อมกับเทพเจ้าอุ้มโลกอยู่บนยอด มักไม่ค่อยปรากฎในเมืองไทยแต่มีลักษณะคล้ายเครื่องเรือนสมัยราชวงศ์ชิงเป็นอันมาก อันว่ามีนัยยะของการรับเอาอิทธิพลตะวันออกมาผสมผสานในด้านรูปทรง ซึ่งนับเป็นสมัยที่รุ่งเรืองสูงสุดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ริเริ่มสร้างพระราชวังแวร์ซายน์และฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในยุคนั้น
-
Baroque
สไตล์ Baroque เน้นการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย และมีอำนาจ เลียนแบบศิลปะในเชิงการละคร และงานปฎิมากรรม ผสมผสานสไตล์ Classical และ Renaissance เข้าด้วยกัน แต่เน้นความใหญ่โตโอ่อ่า การแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง เลือกใช้วัสดุเสริมและเทคนิคนำเข้าต่างๆ ในชิ้นงาน เช่น การประดับมุกและฝังพลอย การหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้ากำมะหยี่อย่างหรูหรา รูปแบบเหล่านี้ถือเป็นสไตล์ Baroque ขนานแท้ที่ถือกำเนิดขึ้นในโรมันประมาณ คริสต์ศตวรรษ 1600 และแพร่หลายไปยังประเทศในแถบยุโรปและงอกงามในอีกหลากหลายพื้นที่ในช่วงเวลาต่อมา
ตัวที่สามเป็นเก้าอี้ของหลุยส์ที่ 15ในยุครอคโคโคของฝรั่งเศสที่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา คาดว่าแถวซอยประชาฯบางโพมีโครงเปล่าขายแล้วเราสามารถเลือกผ้าหุ้มเบาะทำสีได้เองครับประหยัดกว่าซื้อของนอกเยอะ
-
Louis XV -
Louis XV ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากสไตล์ Rococo คริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เน้นความสะดวกสบาย เรียบง่าย ธรรมดา รวมเข้ากันกับการตกแต่งภายในที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ก็ยังคงใช้เฉดสีที่ดูร่ำรวย หรูหรา รวมทั้งใช้สีทองกั้นขอบเขตภายในของชิ้นงานด้วย สไตล์นี้ก่อให้เกิดรูปทรงเฟอร์นิเจอร์แบบใหม่ เช่น เก้าอี้ยาวที่มีพนักหลังและที่เท้าแขนหนึ่งด้าน (chaise longue) เก้าอี้มีที่เท้าแขน (armchair) และโต๊ะทำงานของสตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของผู้หญิงในสังคมยุคนั้น สำหรับรูปแบบที่โด่งดังที่สุดในสไตล์นี้ คือ การประดับประดาด้วยชิ้นส่วนทองแดง และการลงรักสีดำบนผิวหน้าชิ้นงานซึ่งเลียนแบบเครื่องเขินสไตล์ Oriental
ตัวที่สี่ป็นชุดหลุยส์หรูหราสง่างามทั้งโต๊ะและเก้าอี้ในรูปแบบควีนส์แอนของอังกฤษ กับโต๊ะสไตล์รอคโคโคของฝรั่งเศสที่เข้าชุดกันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ตั้งไว้ในห้องรับแขกหรือห้องนอนก็สวยงามไม่หยอกเลยครับ
-
Rococo
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เริ่มเบื่อหน่ายกับรูปแบบที่ดูแข็งกร้าว ใหญ่โต ของสไตล์ Baroque จึงมีความพยายามที่จะค้นหาสไตล์ที่นุ่มนวล เบา และมีลักษณะเหมือนผู้หญิง ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 สไตล์ Rococo จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศส การออกแบบเฟอร์เจอร์จะเน้นรูปทรงสรีระของผู้หญิงที่มีความเพรียวไม่อุ้ยอ้ายเทอะทะ ปลายขาเก้าอี้จะเลียนแบบขาสัตว์เป็นหลัก (cabriole leg) รวมทั้งใช้ลวดลายรูปตัวอักษร C และ S ลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ลายเปลือกหอย แต่ยังคงใช้สีทองทาบนชิ้นงานอย่างประณีตงดงาม
-
Queen Anne
สไตล์ Queen Anne เกิดขึ้นในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1700-1715 พัฒนามาจากสไตล์ Rococo แต่เน้นความเรียบง่ายมากกว่าประเทศใดในแถบยุโรป ไม่ดูฟุ่มเฟือยและหรูหรา แต่คำนึงถึงสัดส่วนของชิ้นงานที่สง่างามเป็นสำคัญ โดยนิยมใช้ไม้สลักเบาเป็นวัสดุหลักในชิ้นงาน เช่น ชิ้นส่วนโค้ง ปลายขาเก้าอี้ที่เลียนแบบขาสัตว์ เปลือกหอย และทรงกลม รวมทั้งพนักพิงหลังรูปทรงแจกัน สไตล์นี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอเมริกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1725
เครื่องเรือนทั้งหลายแหล่ในแต่ละยุคนี้ยังมีอีกมา เอาที่คุ้นหน้าและคุ้นตามาเสนอให้ไว้พอจดจำได้ แล้วจะนำเสนอมาให้ดูเรื่อยๆนะครับ.
Popularity: 26%
“โฮมออฟฟิค” เป็นลักษณะที่อยู่อาศัยที่กำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะให้ประโยชน์ถึง 2 ด้าน เรียกว่า “ทูอินวัน” คือ เป็นทั้งที่ทำงานและอยู่อาศัยได้อีกด้วย ซึ่งถือว่า ตอบโจทย์คนในเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของการเดินทาง ที่สามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าน้ำมันได้มากโข
แต่..ในทางฮวงจุ้ยเอง กลับระบุเอาไว้ชัดว่า บ้านกับที่ทำงานไม่ควรจะอยู่ในที่เดียวกัน คอนเซ็ปท์ของโฮมออฟฟิศ คือเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน โดยมองประโยชน์ที่ได้ในเรื่องของความสะดวกเพียงอย่างเดียว
ทำไมตำราถึงบอกว่าไม่ดี เหตุผลก็เพราะ การทำบ้านเป็นที่ทำงาน หรือทำที่ทำงานเป็นบ้านนั้น จะส่งผลเสียมากกว่า ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และเรื่องของการทำงาน เสียในเรื่องของสุขภาพ ก็คือ ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเวลาเดินขึ้นลงในบ้านก็มองเห็นงานที่กองอยู่ ทำให้วัน ๆ สมองจะคิดแต่เรื่องงาน ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย ส่วนผลเสียที่เกิดกับงาน ก็คือ ที่ทำงานที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนบ้าน จะทำให้คนทำงานขาดแรงกระตุ้น มีความสบายๆมากเกินไป นึกอยากจะนอนก็เดินขึ้นไปนอนข้างบนได้ง่าย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
แล้วอย่างนี้ ควรจะซื้อโฮมออฟฟิค หรือบ้านดีล่ะ
เรื่องนี้คงต้องถามตัวเองก่อนว่า ให้น้ำหนักเรื่องใดมากกว่ากัน ถ้าให้น้ำหนักเรื่องของการทำงานมากกว่าอยู่อาศัยก็น่าจะซื้อโฮมออฟฟิค แต่ถ้าซื้อเพื่อเน้นการอยู่อาศัยมากกว่า ทำงานในบ้านนิดหน่อย ก็น่าจะเลือกซื้อบ้านมากกว่า
ความเห็นผม โฮมออฟฟิศ จะเหมาะเป็นบ้านหลังที่ 2 คือ เวลาช่วงไหนมีงานมาก หรือต้องเร่งทำจนดึก ไม่มีแรงขับรถกลับบ้าน ก็สามารถนอนพักในที่ทำงานได้ มีลูกค้าผมหลายคนทำแบบนี้ แล้วแฮปปี้มาก ช่วงไหนงานว่างค่อยกลับบ้าน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานมีมากขึ้น แต่ถ้าใครมีแผนที่จะซื้อโฮมออฟฟิคอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของที่จอดรถ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับที่ทำงานเลยทีเดียว ตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ในเรื่องนี้ จะมีอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือ
-
ตำแหน่งหัวมุม เพราะมีพื้นที่จอดรถได้ 2 ด้าน คือ ด้านหน้ากับด้านข้าง
-
ตำแหน่งสุดซอย ก็จะได้ที่จอดรถมากกว่าตำแหน่งอื่น ห้องสุดซอยก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่ง ที่มีที่จอดรถได้มากกว่าจุดอื่น
อีกประเด็นหนึ่ง ที่ควรพิจารณาคือ การเลือกฝั่ง ให้เลือกด้านฝั่งขาเข้าจะดีกว่าขาออก เพราะกระแสเข้าจะสะดวกในการเข้าถึงที่ทำงานได้ง่ายกว่า คงพอเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังไม่แน่ใจว่าจะรือโฮมออฟฟิคหรือซื้อบ้านดี ลองเอาไปพิจารณากันดูนะครับ
Popularity: 27%
หลังวันทำงานที่อ่อนล้า อยากพักผ่อนให้คลายเหนื่อย พักผ่อนฟื้นฟูจิตใจและเนื้อตัวให้สดชื่น ด้วยสปา แต่หลายคนคงเหนื่อยเกินที่จะเดินทางไปที่ร้าน แต่สปาวันนี้ไม่ต้องไปไหนไกล เพราะเราสามารถเนรมิตสปาเองได้ที่บ้าน ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เปิดเพลงคลอเบา ๆ เตรียมอุปกรณ์ขัดผิว และน้ำมันนวดตัวไว้ข้าง ๆ เปิดน้ำขัด และ นวดตัวผ่อนคลาย แล้วที่สำคัญ ต้องจุดเทียนหอมเพื่อเพิ่มความผ่อนคล้าย แต่ถ้าจะใช้เที่ยนวางไว้ธรรมดาก็จะหาที่ตั้งลำบาก ทั้งไม่สวยงาม และยังมีน้ำตาเทียนที่จะเปื้อนห้องน้ำ..ลองหาโหลที่เหลือใช้เก็บมาล้าง ดัดแปลงนำมาทำเป็นที่ใส่เทียนวางไว้สวยงาม สามารถเปลี่ยนเทียนได้ และยังสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ดีอีกด้วย
| อุปกรณ์ | |||
| 1. | โหลแก้ว | 2. | สเปรย์กาว |
| 3. | ทรายทะเล | 4. | เทปกาว |
| 5. | เทียน | 6. | ดรายเป่าผม |
| ขั้นตอนการทำ | |
| 1. | นำโหลแก้วมาเช็ดทำความสะอาด แล้วใช้เทปกาวแปะเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามต้องการ |
| 2. | พ่นสเปรย์กาวทับลงบนโหลแก้วที่ติดเทปกาวเรียบร้อยแล้ว |
| 3. | จากนั้นโรยทรายทับลงไปให้ทั่วโหลแก้ว นำดรายเป่าผมเป่าจนแห้ง หรือผึ่งไว้ให้แห้ง |
| 4. | พ่นสเปรย์กาวทับโหลทรายอีกรอบ แล้วโรยทรายทำซ้ำแบบเดิมอีกรอบ รอดหลทรายแห้งสนิท |
| 5. | ค่อย ๆ แกะเทปกาวที่ติดไว้ออกจนหมด ใส่ทรายลงในโหลแก้วเล็กน้อย (ไว้รองนำ้ตาเทียน) แล้ววางเทียนลงบนทรายอีกที |
| 6. | แล้ววางเทียนลงบนทรายอีกที เมื่อจุดเทียนก็จะได้โหล คล้ายตะเกียงที่มีไฟวิบวับสวยงาม |
Tips : 1. ถ้าทรายที่โรยไปยังหนาไม่พอ ให้พ่นสเปรย์กาว และโรยทรายจนได้ตามความต้องการ แต่ในการทำแต่ละชั้นต้องรอให้ทรายแห้งสนิทดีเสียก่อน
2. ก่อนที่จะแกะเทปกาวออก ต้องรอให้ทรายที่โรยไว้แห้งสนิทดีเสียก่อน เพราะถ้าแกะเร็วไป ทรายจะร่วงไม่เกาะที่โหล ทำให้ลวดลายไม่สวยงาม
Popularity: 21%






