Archive for the 'มุมไอเดีย' Category
บ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านในโครงการบ้านจัดสรร หรือบ้านที่ปลูกสร้างเอง เมื่ออยู่ไปได้สักพัก ความต้องการใช้พื้นที่มีมากขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มบ้าง หรือเพื่อขยับขยายค้าขายบ้าง ส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อเติมบ้านแทนการซื้อหลังใหม่ และอาจพูดได้ว่าการต่อเติมบ้านส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น
กฎหมายกำหนดโทษการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น การก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงใดๆ เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งกฎหมายในเรืองนี้ คือพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน
หลักในการพิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้าน จะเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11) ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ
1. การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม
เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ
ขอยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงเพื่อขยายความให้ชัดเจน ดังนี้ หากโครงสร้างของอาคาร เดิม คือเสา คาน ไม้ หากโครงสร้างเหล่านี้ชำรุด เช่น ปลวกขึ้น ทำให้ไม้ผุ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ การเปลี่ยนแปลง โดยใช้ไม้เช่นเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร แต่หากโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เป็นสนิมผุกร่อน ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อน แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด จำนวนเท่ากันก็ตาม
2. การเปลี่ยนส่วนต่างๆ ของอาคาร ที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม
หรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดไม่เกินร้อยละสิบ กรณีนี้หมายถึง ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น เช่น เดิมเป็นพื้นไม้ปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน หินแกรนิต ก็ต้องคำนวณน้ำหนักว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่ ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นอันตราย
3. การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม การเพิ่ม การลด หรือการขยาย
ซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกินร้อยละสิบ
กรณีนี้หมายถึง การเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนสไตล์ของพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้านและไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเพิ่มแต่ประการใด อาทิ การเปลี่ยนแบบประตู หน้าต่าง เปลี่ยนลายกระเบื้อง ฝ้า เพดาน กรณีนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต หรือหากการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ไม่เกินร้อยละสิบของน้ำหนักเดิมก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต อย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย
4. การลดหรือขยายเนื้อที่ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง
ให้มีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน ตัวอย่างเช่น เดิมพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบๆ ต้องการเจาะเป็นช่องเพื่อระบายอากาศ อย่างนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
5. การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคา
ให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน เช่น การทำหลังคาคลุมดาดฟ้าโดยยื่นจากเดิมออกไปโดยรวมแล้วเป็นการเพิ่มเนื้อที่ออกไปไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่ทำให้คานและเสาเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่มเกินร้อยละสิบ อย่างนี้ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนผนังบ้าน (ข้อ 2) หากของเดิมกำหนดไว้ให้ต้องเป็นผนังกันไฟ แต่ไปเปลี่ยนเป็นผนังธรรมดา อย่างนี้ผิด หรือ (ข้อ 3) ด้านที่เป็นผนังทึบของอาคาร ห่างจากเขตที่ดินของผู้อื่นไม่ถึงสามเมตร แต่ไปเจาะทำประตูหน้าต่าง หรือที่ระบายลมด้านนั้นก็ไม่ได้ เพราะผิดข้อบัญญัติ หรือจะทำหลังคาคลุมพื้นชั้นล่าง (ข้อ 5) แม้ว่าเนื้อที่จะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5 ตารางเมตร แต่ถ้าหลังคานั้นทำให้ที่ดินที่เป็นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมลดน้อยลงไปกว่าร้อยละ 30 ก็ถือเป็นการขัดข้อบัญญัติ ทำไม่ได้ครับ.
Popularity: 15%
คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฎหมายไทย ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น เกี่ยวข้องกับกฎหมายมากมาย และต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างๆ เนื่องจากกฎหมายจะมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา
สำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน กฎหมายที่เจ้าของบ้านควรศึกษา คือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็คือ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ฉบับที่ 3 เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2543 สาระสำคัญของกฎหมายยังมีความประสงค์จะควบคุมเรื่องสำคัญ 4 ประการ คือ ควบคุมเรื่องความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อสังคมและชุมชน และสร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
กฎหมายระบุว่า ที่อยู่อาศัยประกอบด้วย เรื่องของการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรือทาวน์เฮาส์ ซึ่งทาวน์เฮาส์ ต้องมีรั้วด้านหน้า ด้านหลังและเส้นแบ่งระหว่างบ้านแถวแต่ละหน่วย ส่วนบ้านแฝดจะต่างจากบ้านเดี่ยวตรงที่บ้านแฝดต้องมีผนังแบ่งร่วมกัน
เจ้าของบ้านสามารถดำเนินการใดๆก็ได้ภายในขอบเขตรั้วบ้านของตัวเอง แต่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่เข้ามามีส่วนสำคัญกับผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อ ระหว่างที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จนกระทั่งเมื่อคิดที่จะขายบ้านให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไปซื้อบ้านหลังใหม่
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ต้องพิจารณาให้รอบคอบโดยประเมินถึงความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยในอนาคต ด้วยว่าจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของคุณหรือไม่ และควรวางแผนเผื่อไว้สำหรับการขยายครอบครัวหรือการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อเลี่ยงการต่อเติมอาคารในภายหลัง การที่เลือกซื้อบ้านหลังเล็ก แล้วคิดว่าจะต่อเติมเมื่อมีงบประมาณมากขึ้นในอนาคต อาจไม่สามารถทำได้เพราะมีปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นแต่ว่าคุณซื้อที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่มากกว่าขนาดของที่ดินมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจัดสรรที่ดิน กล่าวคือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ควรมากกว่า 50 ตารางวา บ้านแฝดเนื้อที่ควรมากกว่า 35 ตารางวา และทาวน์เฮาส์เนื้อที่ควรมากกว่า 16 ตารางวา
โดยส่วนใหญ่โครงการบ้านจัดสรร จะพัฒนาที่ดินโดยสร้างบ้านเต็มพื้นที่ตามที่กฎหายกำหนดไว้แล้ว คือ บ้านเดี่ยวก็จะสร้างเต็มพื้นที่ 70% ของแปลงที่ดินและเว้นมีพื้นที่ว่าง 30 % ตามที่กฎหมายกำหนด และทาวน์เฮาส์จะสร้างโดยมีที่ว่างด้านหลัง 2 เมตร ด้านหน้า 3 เมตร ดังนั้นทาวน์เฮาส์จึงไม่สามารถต่อเติมได้
แต่ตามกฎกระทรวง กำหนดว่าถ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการต่อเติมอาคาร และถ้าพื้นที่ที่ต่อเติมเกินจาก 5 ตารางเมตรขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการขอดัดแปลงอาคาร รวมถึงการต่อเติมชั้นบน ก็ต้องพิจารณาถึงน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะการรับน้ำหนักตามกฎหมายจะนับจาก 150 ตารางเมตรต่อคน หากต่อเติมจนน้ำหนักเกิน 10% ของโครงสร้างเดิมก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร ผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องไปขอต่อเติมอาคารตามกฎหมาย
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะพบว่าอัตราการต่อเติมที่พักอาศัยมีให้เห็นทั่วไปในทุกโครงการ เช่น การต่อเติมด้านหลังอาคาร ทำเป็นห้องเพิ่มออกไปชนกำแพงเขตที่ดินคือ เอากำแพงเขตที่ดินด้านหลังบ้านทำเป็นผนังห้อง กั้นกำแพงทึบด้านข้าง แล้วทำหลังคาครอบ และบางรายหนักไปกว่านั้นอีกคือ การทำหลังคาส่วนต่อเติมเป็นแผ่นคอนกรีตเพื่อใช้เป็นระเบียงชั้นสอง ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะกำแพงรั้วไม่ได้มีรากฐานพอจะรับน้ำหนักอะไรอื่นได้นอกจากตัวมันเอง เมื่อเอาน้ำหนักโครงสร้างหลังคา รวมไม้ เหล็ก คอนกรีต เข้าด้วยกัน หนักหลายตัน มาวางทับลงไป จะทำให้กำแพงทรุด ซึ่งมันไม่ได้ทรุดให้เห็นทันที แต่จะเริ่มทรุดไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้โครงสร้างส่วนต่อเติมเกิดการแตกร้าว แยกตัว และจะพังลงในที่สุด!!
การต่อเติมที่อาจจะทำโดยไม่รู้ เน้นความสะดวก ไม่อยากปรึกษาหรือไปจ้างวิศวกร ให้เปลืองเงิน แต่กลับไปจ้างช่างก่อสร้างที่มีความรู้แค่งานก่ออิฐ ฉาบปูน มาแล้วเราก็ชี้บอกว่า ให้ต่อตามแบบที่เราคิด ช่างก็จะทำตามใจเจ้าของบ้าน เพราะช่างมีหน้าที่แค่รับงานแล้วก็รับเงินเท่านั้น ช่างไม่ได้รับผิดชอบความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวเราด้วยนะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ทำตามขั้นตอน ปรึกษาวิศวกรออกแบบโครงสร้าง ให้วิศวกรคำนวณว่าการต่อเติมของคุณมีผลกระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ ถ้ากระทบก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัว การแตกร้าว
เมื่อเรารู้แล้วว่ามีพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ควบคุมในเรื่องการต่อเติม ซึ่งกฎหมายนี้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านเป็นสำคัญ ถ้าคุณอยากจะต่อเติม ไม่ว่าต่อเติมห้องสักห้องหนึ่ง ทำโรงรถ ทำห้องคนใช้ ก็ต้องขออนุญาต เพื่อให้ถูกกฎหมาย
สำหรับผู้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อเติม เพราะคงไม่มีใครมาตรวจหรือดำเนินคดี ความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าหน้าที่เขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สามารถมาตรวจตลอดเวลา และเมื่อใดที่มีการตรวจพบเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที และหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเพื่อนบ้านรอนสิทธิด้วยการต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาโดยตรงที่ 1555 ศูนย์รับเรื่องราวร้องร้องทุกข์ สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนในเขตภูมิภาคสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นครับ และในฉบับหน้าผมจะมีไอเดียเรื่องการต่อเติมบ้านไม่ให้ผิดกฎหมาย มาฝาก.
Popularity: 18%
เรื่องของพื้นทรุด เป็นเรื่องที่มักประสบกับเป็นส่วนใหญ่ของที่พักอาศัยที่อยู่มานานหลายปี จะมีการทรุดตัวตามธรรมชาติ เพราะโดยสถิติแล้วระดับพื้นดินในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ย 3-10 เซนติเมตร/ปี ซึ่งผลที่ตามมาคือพื้นคอนกรีตนอกบ้าน อาจแตกร้าว หรือทรุด รวมถึงพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน เรามาพิจารณาถึงจุดที่โดยทั่ว ไปจะได้รับผลกระทบจากการที่ดินทรุด และไอเดียที่เป็นแนวทางแก้ไขกัน ดังนี้;
- พื้นที่จอดรถ
พื้นที่จอดรถในบ้าน มักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เพราะเป็นบริเวณพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักของรถที่ต้องเข้า-ออกและจอดทุกวัน โดยเฉลี่ยรถ 1 คัน ถ้าเป็นรถเก๋ง น้ำหนักประมาณ 1,200-1,500กิโลกรัมต่อคัน หากเป็นรถกระบะ น้ำหนักเฉลี่ย ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 1,600 กิโลกรัมต่อคัน ลองนึกภาพดูก็จะเข้าใจได้ว่า ลานจอดรถในบ้านของเราต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลาทุกวัน ทำให้เกิดการทรุดตัวได้ง่าย
นอกจากที่ต้องแบกรับน้ำหนักรถแล้ว โดยทั่วไปเจ้าของบ้านก็มักจะทำ หลังคาโรงรถ เพื่อกันแดด กันฝนให้กับรถ เพราะราคารถสมัยนี้ ก็ราคาแพงไม่หนี ไปจากราคาบ้าน คนรักรถจึงมักจะต่อเติมโรงรถ มีหลังคาเพื่อคลุมกันแดดและกันฝน ซึ่งทำให้ต้องมีเสา อาจจะเป็น 4 ต้น หรือ 6 ต้น ก็แล้วแต่แบบและขนาดของโรงรถ เพื่อมารองรับน้ำหนักของหลังคา สรุปก็คือ ยิ่งทำให้พื้นที่จอดรถต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ไอเดียการแก้ไข เสารับหลังคาต้องมีคานคอดินรัดโครงสร้างเสาด้านล่าง และควรฝังเดือยเหล็กยื่นจากข้างคานโผล่ออกมาก่อนเท ค.ส.ล.พื้นที่จอดรถ จะช่วยแก้ปัญหาได้ และหากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ควรทำเส้นร่องแบ่งเป็นพื้นที่ เพื่อป้องกันการแตกร้าวบนพื้นผิวหน้าลามแผ่ไปทั่ว หากต้องมีการซ่อมแซมผิวหน้าจะได้ซ่อมเฉพาะในกรอบพื้นที่ที่แบ่งเส้นไว้ เหมือนที่เราเห็นเวลาซ่อมถนนทางหลวง ที่จะมีการแบ่งซ่อมตามแนวเส้น
- พื้นทางเดินรอบบ้าน
พื้นนอกบ้าน หากมีการทำเป็นทางเดินรอบบ้าน โดยทั่วไปมักจะเป็นพื้นที่ที่เทหลังจากสร้างตัวบ้านเสร็จแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว หากใช้เพื่อเป็นทางเดินจริง ๆ ตามชื่อก็มักจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่ พบว่ามักมีการนำของหนัก ๆ มาวางทับ เช่น แท็งก์น้ำ คอมเพรสเซอร์แอร์ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแตกร้าวได้ อีกปัญหาที่มักเจอคือ พื้นทรุดตัวไม่เท่ากันกับตัวบ้าน ทำให้เกิดรอยแตกแยก ระหว่างพื้นกับตัวบ้าน
การป้องกันพื้นทรุด ทำได้โดย การตอกเสาเข็มตลอดแนวก่อนเทพื้น และควรบดอัดพื้นที่ก่อนเทพื้น เสริมเหล็กตะแกรง และควรกั้นรอยต่อระหว่างพื้นกับตัวบ้านด้วยแผ่นโฟม หรือแผ่นไม้ เพื่อป้องกันรอยแยกที่จะทรุดแตก
- พื้นทางเดินในสวน
พื้นทางเดินในสวน มักมีการออกแบบให้มีความสวยงาม มากกว่าที่จะคำนึงถึงเรื่องการรับน้ำหนัก ดังนั้นโดยทั่วไป พื้นที่ทางเดินในสวนที่พบเห็น มักจะใช้วัสดุปู ที่หลากหลายประเภท ทั้งการเทปูน ปูแผ่นหิน ปูแผ่นไม้ หรือทางเดินโรยกรวด บริเวณพื้นที่ที่โรยกรวด ควรรองพื้นด้วยตะแกรงพลาสติกก่อน เพื่อไม่ให้กรวดไปปนกับผิวหน้าดินมากเกินไป และ ในอนาคตหากเบื่อทางเดินโรยกรวด อยากเปลี่ยนเป็นวัสดุอื่นก็จะง่ายต่อการปรับเปลี่ยน
หากเลือกใช้การปูแผ่นหิน ก็ควรทำการบดอัดให้ได้ที่ก่อนปูแผ่น วัสดุที่เลือกใช้ปูพื้นทางเดินในสวน ควรคำนึงถึงเป็นวัสดุที่กันลื่นด้วย เพราะนอกเหนือจากความสวยงามในการเลือกใช้วัสดุปูพื้นแล้ว ต้องตระหนักด้วยว่าพื้นทางเดินในสวนมักมีน้ำฝนหรือน้ำจากการรดน้ำอยู่เสมอ ทำให้เกิดตะไคร่ได้ง่าย และหากทำทางเดินเป็น ค.ส.ล. ที่เทต่อจากพื้นถนนคอนกรีตในบริเวณบ้าน ควรฝังเดือยเหล็กลงในค.ส.ล. ถนนเดิม เพื่อช่วยยึดทางเดินใหม่กับถนนเดิมได้ดีขึ้น ลดการเกิดรอยแยกตรงจุดนี้ได้.
Popularity: 17%
สำหรับคนที่รักบ้าน ชอบการตกแต่ง ดูแล รักษาบ้าน เมื่อยามที่เห็นบ้านที่อยู่อาศัย มีสภาพไม่ชื่นตา ชื่นใจ ไม่ว่าจะจากการที่บ้านที่อยู่อาศัยมานาน เริ่มเสื่อมโทรมตามกาลเวลา หรือ เบื่อสี เบื่อวัสดุ หรืออยากปรับเปลี่ยนรูปโฉมบ้านให้ดูทันสมัยมากขึ้น มักจะอดทนไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมา หาทางบูรณะปรับปรุงบ้านให้สวยงามขึ้น ซึ่งสมัยนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย เพราะมีการคิดค้น ออกแบบ ผลิตวัสดุใหม่ ๆ ที่สวยงาม ทั้งวัสดุที่เลียนแบบธรรมชาติ หรือเพื่อลดปัญหาโลกร้อน ก็มีมากมายมาให้คนที่รักบ้าน เลือกสรรไปตกแต่งบ้าน ตามแต่รสนิยม ความต้องการและงบประมาณ ที่ต้องการเป็นสำคัญ
การเลือกวัสดุที่ใช้สำหรับการตกแต่ง ที่จะแนะนำนี้จะเน้นเฉพาะภายนอกบ้าน หรือภายนอกอาคารซึ่งจะมีให้เลือกตามคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความทนทานต่อสภาพแวดล้อม ความชื้น การขูดขีด การดูแลรักษา และการออกแบบลักษณะพื้นผิวรูปแบบ หรือ ขนาดต่างๆ
-
ไม้
เป็นวัสดุพื้นฐานหลักของบ้านเรือนไทย ในสมัยก่อน สมัยนี้หลายท่านก็ยังคงนิยมไม้อยู่ เพราะผิวไม้ให้ความรู้สึกเย็นสบายและใกล้ชิดธรรมชาติกับผู้อยู่อาศัย แต่เนื่องจากไม้เป็นวัสดุธรรมชาติ ที่ใช้แล้วหมดไปหากไม่มีการปลูกใหม่มาทดแทน ทำให้ปัจจุบันไม้ที่มีคุณภาพดี ๆ จะหายากและมีระดับราคาที่สูง ไม้ที่เหมาะกับการใช้งานภายนอกอาคารควรเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้เต็ง โดยไม้ที่เลือกนำมาใช้ควรเป็นไม้ผ่านการคัดและตัดส่วนที่ไม่ดีทิ้ง เช่น ตาไม้ ปุ่มไม้ ทำการอบให้แห้งสนิท และควรเคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบไม้ โพลียูรีเทนเพื่อป้องกันความชื้นแทรกซึมเข้าเนื้อไม้ ปัจจุบันมีวัสดุใหม่ ๆ ที่สวยงามเพื่อทดแทนไม้จริง ไม่ว่าจะเป็นไม้สนแปรรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือไม้เทียม ยี่ห้อต่างๆ ผลิตออกมาให้เลือกมากมาย เช่น ไม้อัด OSB (Oriented Strand Board) ที่ทำจากเศษไม้สนมาอัดกาวให้เป็น 2 แผ่น นิยมนำมาปูพื้น กรุผนัง กรุฝ้า หรือใช้ในงานโครงสร้างเพราะกันน้ำได้ แผ่นไม้อัด OSB มีขนาดมาตรฐาน 120 x 240 เซนติเมตร มีความหนาตั้งแต่ 10-20 มม. แผ่นไม้มีพื้นผิวหยาบและลวดลายที่เด่นชัด จึงเหมาะจะใช้เมื่อต้องการให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติ -
คอนกรีตเปลือย
เหมาะกับการใช้งานที่ทำเป็นผิวผนังหรือพื้น คอนกรีตเปลือยจะมีสีปูนเทาๆ สีไม่เรียบเสมอกันทั้งผืน ให้ความรู้สึกอารมณ์ที่ดูดิบๆ แนวอาร์ต ที่ดูดีมีรสนิยมไปอีกแบบ คอนกรีตเปลือยสามารถสร้างสีสันได้ด้วยการผสมกับดินสี หรือสีฝุ่น ตามที่ต้องการ และเลือกทำได้ทั้งผิวขัดมัน หรือขัดหยาบ และยังสร้างลวดลายได้ตามต้องการ เช่น นำเปลือกหอย ใบไม้ มากดทับขณะผิวปูนยังเปียก ก็จะได้งานศิลปะบนพื้นผิว ทำง่ายๆ และราคาไม่แพงครับ -
หินสังเคราะห์ (Solid Surface)
หรือ หินเทียม ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ บางชนิดอาจมีส่วนผสมของหินด้วย หินสังเคราะห์มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการขีดข่วน ไม่ซึมน้ำเพราะพื้นผิวไม่มีรูพรุน ไม่เป็นเชื้อราและทำความสะอาดง่าย เหมาะจะนำมาทำเป็นท็อปเคาน์เตอร์ในครัวหรือในห้องน้ำ มีสีสันให้เลือกมากมาย และมีลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เหมาะกับบ้านที่ต้องการตกแต่งให้ดูทันสมัย -
กระเบื้องแกรนิต (Granite Tile)
สามารถรับน้ำหนักและทนต่อแรงเสียดทานได้ดี เพราะผิวหน้าของแผ่นกระเบื้องมีส่วนผสมของหินธรรมชาติหรือหินแกรนิต โดยนำมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,300 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความแข็งแกร่ง และมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ จึงเหมาะกับการปูพื้นและผนัง โดยใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร กระเบื้องแกรนิตมีหลากหลายรูปทรงให้เลือกใช้งาน อาทิ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพื้นสัมผัสของหินธรรมชาติ การติดตั้งจะคล้ายๆ กับการปูกระเบื้องเซรามิค เพียงแต่ช่างต้องมีความประณีต หรือใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ มากกว่า อาทิ การเรียงลวดลาย การยาแนวร่องระหว่างแผ่น เป็นต้น -
สีเท็กซ์เจอร์ (Texture Paint)
เป็นวัสดุชนิดเหลวข้น ซึ่งประกอบด้วยเม็ดหินธรรมชาติ ลาเท็กซ์ อะครีลิคเรซิน และน้ำยาเคมีต่างๆ ที่ช่วยป้องกันรักษาความชื้น เชื้อราและตะไคร่น้ำ ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และมีคุณสมบัติเป็นฉนวนที่ดี ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่ และลดเลียงสะท้อน สีเท็กซ์เจอร์สามารถใช้ตกแต่งได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ติดตั้งโดยกรรมวิธีการพ่น ฉาบ หรือใช้ลูกกลิ้ง สามารถทำเป็นผืนแผ่นเดียวกันได้โดยไม่มีรอยต่อ โดยยึดเกาะได้กับพื้นผิวแทบทุกชนิด เช่น ผนังปูน ยิปซัม ไม้อัด กระจก หรือโลหะต่างๆ -
สแตนเลสตีล (Stainless Steel)
สแตนเลส มีความแข็งแรง ทนต่อการใช้งานหนักได้ดี เป็นวัสดุที่ไม่ซึมน้ำ จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความเปียกชื้นสูง ทำความสะอาดง่าย เนื่องจากผิวของวัสดุไม่สะสมคราบสกปรก ทนต่อกรด ด่าง สารเคมี และความร้อนได้ดี มีให้เลือกใช้ทั้งแบบที่มีผิวมันเงาแบบผิวขัดด้าน และแบบปั๊มลาย สำหรับสแตนเลสผิวมันวาวจะเกิดรอยขูดขีดและคราบน้ำมันได้ง่ายกว่า ดังนั้น ในการทำความสะอาดจึงไม่ควรใช้แผ่นใยขัดถูแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย
หากเรามีไอเดียตกแต่งบ้านด้วยตนเอง เพื่อทำให้บ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย สวยงามขึ้นและโดดเด่นกว่าบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยการเลือกใช้วัสดุตกแต่งข้างต้น และหากงานตกแต่งที่คุณสร้างสรรค์มีความต่อเนื่องกันตั้งแต่ รั้วนอกบ้าน ตัวอาคารภายนอก จนถึงภายในบ้าน เช่น ชอบ ”แนวธรรมชาติ” ก็เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่มีพื้นผิวสัมผัสแบบ“ธรรมชาติ” และสร้างความต่อเนื่องกันด้วย เส้นสาย ลวดลายอิสระหรือธรรมชาติ เลือกปูพื้นระเบียงภายนอกด้วยพื้นไม้ และต่อเนื่องมายังภายใน ให้เสมือนเป็นผืนเดียวกันจากภายนอกสู่ภายใน
Popularity: 12%
ฤดูร้อน โดยเฉพาะร้อนสุดของปีในเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีวันหยุดยาว ท่านที่ชอบท่องเที่ยว ขอแนะนำให้เที่ยวไทย ไม่ว่าจะภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้เงินให้หมุนเวียนภายในประเทศ ถ้าคนไทยด้วยกันยังไม่ช่วยกันเราก็คงหวังเพิ่งใครไม่ได้หรอกครับ แต่สำหรับท่านที่รักบ้าน ต้องการหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็จะใช้ช่วงเวลานี้ล่ะ ที่จะมีเวลามาดูแลจัดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่
ขอแนะไอเดีย คลายร้อน ด้วยการปลูกต้นไม้ ทั้งภายนอกบ้าน คือบริเวณสวนโดยรอบบ้าน และห้องต่างๆ ภายในบ้าน ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์และความต้องการที่แตกต่างกันของเจ้าของบ้านแต่ละท่าน โดยหลัก ๆ คือ ต้องสวยงาม ตามมาด้วยร่มรื่น และที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องความเชื่อเรื่องพรรณไม้มงคล ซึ่งหากเลือกปลูกพรรณไม้ที่ถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน ก็จะช่วยเสริมให้บ้านอยู่เย็นเป็นสุขหรือมีโชคลาภ แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน เป็นเพียงความเชื่อและความชอบ ส่วนบุคคล และเพื่อความสบายใจครับ
พรรณไม้มงคล ก็ยังมีชนิด หรือประเภทให้เลือกปลูก อีกหลากหลาย เช่น
-
ไม้มงคลประจำบ้าน เชื่อกันว่าหากปลูกพรรณไม้นี้ไว้ในบริเวณบ้าน จะเป็นสิริมงคลกับเจ้าของบ้าน เช่น ขนุน เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน วาสนา เสน่ห์จันทร์ขาว พุด เป็นต้น
-
ไม้มงคลประจำทิศ เป็นอีกหลักในการเลือกปลูกพรรณไม้ โดยพิจารณาจากทิศทั้ง 8 ทิศ ในการเลือกพรรณไม้ที่จะปลูก เพื่อช่วยเสริมมงคลยิ่งขึ้น ดังนี้
พรรณไม้ประจำทิศเหนือ เช่น โกสน ไผ่ หมากเขียว หมากแดง บอนสี
พรรณไม้ประจำทิศใต้ เช่น ใบเงินใบทอง เงินไหลมา พุทธรักษา พวงแสด พวงชมพู เล็บมือนาง กุหลาบ เข็ม หมากแดง
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออก เช่น บอนสี เงินไหลมา หมากผู้หมากเมีย ไผ่ สาวน้อยปะแป้ง สนฉัตร ปาล์มขวด
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตก เช่น การเวก แก้ว วาสนา มะลิ พุทธรักษา ใบทอง พุด พวงเงิน แสงจันทร์ ประดู่ พู่ระหง หมากนวล ทองหลาง
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สาวน้อยปะแป้ง ปาล์มขวด ว่านหางจระเข้ สร้อยอินทนิล สนฉัตร เป็นต้น
พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ชวนชม ใบเงิน ใบทอง บัวหลวง สร้อยอินทนิล สารภี ผกากรอง อัญชัน
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น หมากเขียว หมากนวล โมก พู่ระหง มะลิ แก้ว เฟิร์น
พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ เช่น โมก หมากนวล มะลิ กุหลาบ แก้ว เข็ม พุทธ ชวนชม ใบเงิน ใบทอง เล็บมือแดง
ไม้มงคลประจำวันเกิด
วันอาทิตย์; โกสน กุหลาบ เข็ม คริสต์มาส จำปา ชบา พุทธรักษา หมากแดง เฟื่องฟ้า
วันจันทร์; แก้ว กระถิน จำปี มะลิ พุดซ้อน พิกุล พลูด่าง มะละกอ มะม่วง มะยม ฝรั่ง บัวบก ราตรี เสน่ห์จันทร์ขาว
วันอังคาร; กุหลาบ บานไม่รู้โรย ชวนชม ใบเงิน ใบทอง โกสน ชบา ไฮเดรนเยีย พวงชมพู เข็ม
วันพุธ; ขนุน คูน เงินไหลมา มะยม มะละกอ พลูด่าง วาสนา บอนสี ว่านหางจระเข้ ไผ่ สนฉัตร
วันพฤหัสบดี; การเวก จำปา จำปี พุดซ้อน ราตรี บานชื่น พุทธรักษา มะลิซ้อน มะละกอ
วันศุกร์; พู่ระหง โกสน กุหลาบ แก้ว สร้อยอินทนิล บัว มะลิ พุดซ้อน ผกากรอง เข็ม อัญชัน
วันเสาร์; ฝรั่ง มะละกอ มะม่วง ชมพู่ หมากเขียว เฟื่องฟ้า วาสนา มะลิซ้อน อัญชัน จำปา จำปี
การตกแต่งต้นไม้ภายในบ้าน มีได้หลายแบบ ตั้งแต่การนำดอกไม้สีสวย จัดลงแจกัน แต่ก็จะอยู่ได้ไม่นานก็จะโรยรา แต่คราวนี้อยากชวนให้นำมาปลูกกันในบ้านเลยครับ โดยการจัดต้นไม้ ขนาดและความสูงที่เหมาะสม กับจุดที่เราจะตั้งวาง และเลือกหากระถางสวยๆ มาจัดวางตามมุมบ้าน เพื่อลบเหลี่ยม ลบมุมต่าง ๆ และทำให้บ้านที่เคยแห้ง สดชื่น ดูดีมีชีวิต ชีวา ขึ้นมา
สำหรับจุดในการตั้งกระถาง ขอให้เลือกจุดที่ชอบ และเป็นจุดที่เหมาะสม เช่น ห้องน้ำ เหมาะกับต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ เช่น เฟิร์น พลูด่าง หรือพืชในกลุ่มปาล์ม นอกจากน้ำในกระถางแล้ว ยังมีไอน้ำเย็นๆ ที่ระเหยมาให้ต้นไม้ได้ดูดซับด้วย ห้องครัว เหมาะกับต้นไม้ประเภทสมุนไพร เช่น โหระพา กระเพรา ตะไคร้ หรือพริก ได้ทั้งความชุ่มชื่น ความหอม และยังนำมาใช้ปรุงอาหาร ได้อีกด้วย และสิ่งที่จำเป็น ที่ต้องคำนึงถึง คือ ในเรื่องของการมีแสงแดดส่องถึง เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการแดด ต้องการอากาศหายใจ ควรศึกษาก่อนว่าพันธุ์ไหนต้องการแดดจัด พันธุ์ไหนโดนแดดแรง ๆ ไม่ได้ ต้นไม้บางประเภทสามารถนำเข้ามาอยู่ในบ้านได้นานประมาณครึ่งเดือน แล้วค่อยยกออกไปนอกบ้านเพื่อให้รับแสงแดดสักครั้ง
เลือกแต่งต้นไม้ ตามสไตล์และรสนิยม
Popularity: 12%
เริ่มต้นปีใหม่ กับความหวังใหม่ ที่หวังว่าทุกเช้าวันใหม่เมื่อตื่นขึ้นมาจะพบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกับชีวิตของเรา ของครอบครัวและของทุกคนในโลก ปีนี้ทุกคนคงต้องเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ละท่านอาจได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอนำไอเดีย ที่คิดว่าแต่ละท่านสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดความสุข เกิดประโยชน์ในช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ ที่ปีนี้หยุดติดต่อเนื่องยาวนานเป็นสัปดาห์
ในเดือนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์รื่นเริง ช่วงเวลาของการอวยพร การส่งความสุข การมอบของขวัญแทนใจให้แก่กัน ในแต่ละปีเราจะใช้โอกาสในช่วงเดือนมกราคม ที่เป็นเดือนเริ่มแรกของปี ไปพบปะเยี่ยมเยียน ญาติสนิท เพื่อนฝูง หรือคนที่เรารัก คนที่เรารู้จัก เพื่อตอบแทนหรือเพื่อแสดงน้ำใจ ซึ่งผมถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมที่ดี ไอเดีย ที่นำเสนอในตอนนี้ จึงขอมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเน้นการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงาน ในช่วงเทศกาลส่งความสุข ดังนี้ ครับ
1. ลด ละ เลิก การส่งบัตรอวยพรทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณขยะ เพิ่มงานให้แก่บุรุษไปรษณีย์ ที่ต้องสิ้นเปลืองน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ ตระเวนตากแดดหน้าดำ ส่งบัตรอวยพรให้ตามตรอก ซอกซอย ต่างๆ เปลี่ยนมาเป็นการส่ง E-Card ทาง Email แทน ซึ่งท่านสามารถพิมพ์ข้อความตามที่ต้องการ เลือกรูปภาพตามที่ชอบ และเลือกจัดส่งให้คนที่คุณต้องการอวยพรในปีใหม่ พร้อมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัด และไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย นะครับ (ยกเว้น ค่าไฟเล็กน้อย จากการใช้คอมพิวเตอร์)
2. บริจาคของขวัญของปีที่แล้ว หรือของที่ได้มาในปีนี้ แต่คุณไม่ได้ใช้ เช่น เสื้อผ้า อาหาร ชุดแก้วน้ำ ชุดกาแฟ ตุ๊กตาหมี โคมไฟ หรือของใช้อื่นๆ ที่ยังอยู่ในสภาพดี นำของเหล่านี้มาบริจาคเพื่อการกุศล นอกจากจะลดขยะและเพิ่มพื้นที่ว่างในบ้านแล้ว ยังได้ทำบุญอีกด้วย
3. กล่องที่ใช้ใส่ของขวัญ ไม่จำเป็นต้องซื้อกล่องใหม่ เลือกใช้กล่องที่ใช้แล้ว เช่นกล่องของขวัญที่คุณได้รับมา นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse & Recycle) เมื่อท่านได้รับของขวัญที่บรรจุในกล่องกระดาษสวยงาม หรือได้ขนมคุ้กกี้ ที่ใส่มาในขวดโหลแก้ว อย่าทิ้งของเหล่านี้ ควรเก็บไว้แล้ว เลือกนำมาใช้ใหม่ เช่น นำกล่องเปล่าของขวัญที่ได้รับ มาห่อใหม่ผูกโบว์เก๋ๆ เข้าไปสักนิด แล้วนำไปห่อของขวัญจับรางวัลกันเองภายในครอบครัว หรือนำขวดโหลเปล่าหลังจากทานคุ้กกี้หมด มาใส่ของแห้งต่างๆ ในครัว
4. การจัดงานเลี้ยง งานสังสรรค์รวมถึงการตกแต่งบ้าน ควรเลือกใช้หลอดไฟ ที่มีกำลังไฟต่ำ (ค่าวัตต์ต่ำ) เนื่องจากหลอดไฟที่มีค่าวัตต์ต่ำจะกินไฟน้อยกว่าหลอดไฟที่มีค่าวัตต์สูงๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือน การประดับตกแต่ง หลอดไฟภายในบ้าน อาจเลือกใช้หลอด LED (Light emitting diodes) แทนหลอดไส้ หลอด LED ให้แสงสว่างมากแต่กินไฟน้อย ประหยัดพลังงาน มีให้เลือกหลากสี ทั้งสีเหลือง สีแดง สีขาว (หลอด LED คือ หลอดไฟขนาดเล็ก แต่มีหลักการทำงานแตกต่างจากหลอดไส้ เพราะไม่มีการเผาไส้หลอด ดังนั้นหลอด LED จึงไม่เกิดความร้อน แสงสว่างเกิดจากการเคลื่อนของอิเล็กตรอนภายในสารกึ่งตัวนำ ซึ่งเป็นวัสดุแบบเดียวกับที่ใช้ในการทำทรานซิสเตอร์ หรือใช้ทั่วไปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น นาฬิกาดิจิตอล รีโมทคอนโทล หน้าปัดอุปกรณ์ไฟฟ้า
5. ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หยุดการออกไปชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า นอกจากไม่ต้องไปเสียเงินช้อปปิ้งแล้ว เพราะเวลาไปห้างสรรพสินค้าทีไร คุณเคยไหมที่ตั้งใจว่าจะไปซื้อของอะไรสักอย่าง แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านปรากฏว่าได้ของอื่นๆ ตามมาอีกหลายอย่าง เพราะเห็นแล้วบังเอิญถูกตา ถูกใจ หรือไปหลงคำโฆษณาที่ว่า ช่วงนี้ลดราคาพิเศษสุด แล้วเปลี่ยนมาเป็นการร่วมทำกิจกรรมภายในครอบครัว ด้วยการหาพันธุ์ไม้ ที่ชอบมาปลูกเพื่อความร่มรื่นและสวยงามภายในบ้าน นอกจากช่วยสร้างความผูกพันภายในครอบครัวแล้ว การที่เราปลูกต้นไม้ด้วยมือของเรา จะทำให้คุณรู้สึกรักบ้าน เพิ่มขึ้นด้วย
6. เลือกของขวัญชนิดที่ไม่ต้องบรรจุกล่อง ไม่ต้องห่อกระดาษหรือผูกโบว์ให้ยุ่งยาก เช่น ให้บัตรของขวัญ บัตรรถไฟฟ้า บัตรดูหนัง
7. ถ้าคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้ง ลองเปลี่ยนมาช้อปปิ้ง On line แทน เดี๋ยวนี้สินค้าเกือบทุกชนิด มีจำหน่ายทาง Internet สามารถเลือกช้อปและชำระเงินผ่านทาง website ได้เลย มีบริการจัดส่งถึงบ้าน ข้อดี คือ ช้อปเมื่อไรก็ได้ไม่มีปิดทำการ ช้อปได้นานเท่าที่ต้องการ ไม่เมื่อยขา ไม่เปลืองน้ำมัน ไม่เสียเวลาเดินทาง ใส่ชุดอะไรช้อปก็ได้ ช้อปไปรับประทานอาหารไปด้วยยังได้เลย
ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกท่าน ใช้ช่วงวันหยุดพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วลองเลือกนำไอเดีย ที่เสนอมาปรับใช้ เพื่อช่วยกันทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ ดีกว่าครับ.
Popularity: 16%
ช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องถึงปีหน้ามีการคาดการณ์กันออกมากจากหลายสำนัก ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างแน่นอน ดังนั้นก็เลยย้อนกลับมามองการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่มีหนี้สิน ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หนี้ผ่อนบ้าน หรือการกู้ยืมเพื่อนำมาใช้ในการทำธุรกิจ
ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ อาจทำให้ผู้ที่มีหนี้สินต่าง ๆ เกิดปัญหาได้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นมา ทำให้รายได้ลดลง และรายจ่ายเพิ่มขึ้น หรืออะไรก็ตามแต่ สรุปคือ ท้ายสุดหนี้ที่มีอยู่ ไม่มีกำลังความสามารถเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย เมื่อขาดส่งหลายงวดจะตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ และสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยเป็นดอกเบี้ยผิดนัด โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนี้จะมีอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินมาก
เมื่อเกิดปัญหาภาระหนี้เป็นจำนวนมาก อาจทำให้กังวลและท้อแท้จนไม่รู้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ขอให้ตั้งสติและค่อยๆ คิดหาทางแก้ไขปัญหา ก่อนอื่นท่านควรทราบว่าสถาบันการเงินทุกแห่ง มีนโยบายที่จะ “ประนอมหนี้” กับลูกค้า ดังนั้นท่านไม่ควรนิ่งเฉย ควรหาช่องทางในการที่จะนำเสนอหนทางผ่อนปรนในการชำระหนี้หรือขอประนอมหนี้ ซึ่งในทางกฎหมายการผิดนัดชำระหนี้เป็นเพียงคดีแพ่งเท่านั้น คู่กรณีสามารถที่จะเจรจาตกลงกันได้ตลอดเวลาถึงแม้คดีจะอยู่ในชั้นศาลก็ตาม
การขอเจรจาประนอมหนี้ คือ วิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่มีกับสถาบันการเงิน เพื่อจะได้มีโอกาสและมีเวลาในการผ่อนชำระหนี้คืนให้กับสถาบันการเงิน หลักการในการเจรจาขอประนอมหนี้มีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินว่า มีหลักการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้เพียงใด ซึ่งนโยบายแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน วิธีการเจรจาของลูกหนี้ เพื่อขอประนอมหนี้ มีวิธี ดังนี้
-
- การขอขยายเวลาชำระหนี้ เพื่อลดเงินงวดให้น้อยลง
-
- การกู้เพิ่มเพื่อชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระ พร้อมกับขอขยายระยะเวลากู้เงิน
-
- การขอชำระแต่ดอกเบี้ยประจำเดือน
-
- ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวด
-
- การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ
-
- ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด
การเจรจาประนอมหนี้จะสำเร็จหรือไม่นั้น สถาบันการเงินทุกแห่งจะพิจารณาตรวจสอบราคาประเมินของหลักประกันที่ได้ให้เป็นประกันไว้ ว่าราคาประเมินสูงกว่าหนี้ที่มีอยู่หรือไม่ รวมถึงชื่อเสียงหรือเครดิตของลูกค้าด้วย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะอนุมัติผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้
วิธีการเจรจาประนอมหนี้นั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตายตัว ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะเจรจากันนั้นได้รับความพอใจทั้งสองฝ่ายหรือไม่ ดังนั้นแนวทางการเจรจาจึงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ เช่น ธนาคารได้รับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยบางส่วน และลูกหนี้ได้รับลดหนี้และขยายระยะเวลาการชำระหนี้เป็นต้น
การแก้ปัญหาโดยการเจรจาประนอมหนี้ เป็นเพียงแนวทางการแก้ปัญหาทางหนึ่งในหลายๆทาง ซึ่งการเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินข้างต้น อาจใช้เป็นแนวทางในการไขปัญหาหนี้กับเจ้าหนี้ทางการค้ารายอื่น ๆ ได้ ดังนั้นการเจรจาเพื่อประนอมหนี้จึงถือว่าเป็นการออมชอมระหว่างกัน หรือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาของชาติโดยรวมอีกทางด้วย.
เรื่อง ขอประนอมหนี้
เรียน ผู้อำนวยการฝ่ายติดตามหนี้
เนื่องด้วยข้าพเจ้า (ชื่อ/นามสกุล)………………มีความจำเป็นที่จะขอแจ้งให้ทราบว่าตอนนี้สถานะภาพทางการเงินของข้าพเจ้ามีปัญหา ทำให้ไม่สามารถที่ผ่อนชำระหนี้ตามปกติได้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และข้าพเจ้ามีภาระหนี้ต่อหลายสถาบัน มีหนี้บัตรเครดิต จำนวน…..บัญชี (ตามรายละเอียดที่แนบมา) ปัจจุบันข้าพเจ้ามีรายได้ต่อเดือนประมาณ………….บาท ต่อเดือน (หลังจากหักประกันสังคม และอื่น ๆ แล้ว) สามารถผ่อนชำระหนี้ได้เดือนละ……..บาท จึงต้องมีการทยอยส่งชำระหนี้ทีละบัตรทีละบัญชี และต้องมีการพักชำระหนี้สำหรับบางบัตรเครดิตเงินกู้ไว้ก่อน
จึงขอความกรุณาธนาคาร/บริษัท เลิกติดตามทวงหนี้ และข้าพเจ้าจะจัดการชำระหนี้ให้ได้ครบทุกบัญชี อย่างไรก็แล้วแต่ ข้าพเจ้าจะต้องชำระให้ครบทุกบัตร/บัญชีอยู่แล้ว และทางท่านได้เรียกเก็บจากเราไปพอสมควรแล้ว และถ้าหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น อาจทำให้ข้าพเจ้าต้องตกงาน ข้าพเจ้าจะหาเงินที่ไหนมาผ่อนชำระหนี้ได้ทั้งหมด ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมีงานทำอยู่ ท่านจะยังคงได้ครบตามจำนวนเงินจริง และข้าพเจ้าขอยกเลิกบัตรเครดิตทั้งหมด และขอให้ส่งชื่อของข้าพเจ้าไปส่งที่บริษัทข้อมูลเครดิตกลางได้
ฉะนั้น ขอให้ทางธนาคาร/บริษัท เข้าใจถึงปัญหาและสภาพทางการเงินของข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าได้ปรึกษาทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแล้วจึงทำจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อขอชี้แจงรายละเอียดมาให้ทางธนาคาร/บริษัททราบ โดยจะมีการขอชำระหนี้ทีละบัตร ทีละบัญชี จ่ายเดือนละ …..บาท(….บาท) จนกว่าจะครบยอดเงินกู้ของแต่ละบัญชี ทยอยส่งจนกว่าจะครบ 15 บัญชี
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ และเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น
ขอแสดงความนับถือ
(ลงชื่อ……………………………….)
ขอสงวนสิทธิส่วนบุคคล
1. กรุณาอย่าส่ง Fax เอกสารหรือข้อความประจานมาที่ทำงาน รวมถึงโทรทวงถามบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญา
2. กรุณาอย่าโทรทวงถามไปยังพ่อ-แม่ รวมถึงเพื่อนร่วมงาน
3. รวมทั้งไปรษณีย์/ โทรเลข และส่งบุคคลเข้ามาติดต่อที่ทำงาน
เอกสารฉบับนี้ได้ชี้แจงรายละเอียดอย่างครบถ้วนแล้ว หากเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้ยังไม่ปฏิบัติตาม ข้าพเจ้าจะขอใช้เอาสารฉบับนี้เข้าขอแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป
สำเนาเรียน
* สคบ. ,ส่วนกำกับสถาบันการเงิน ธ.แห่งประเทศไทย
* มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค/ บัตรเครดิต/ เงินกู้ส่วนบุคคล
* สื่อมวลชน
Popularity: 25%
สำหรับท่านที่ตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ได้ตามที่ปรารถนาไปแล้ว สิ่งที่ท่านควรเตรียมการและวางแผน อันดับต่อไปก็คือ การขอสินเชื่อ ซึ่งมีเรื่องสำคัญที่จักต้องวางแผนทางการเงินให้ถ้วนถี่ ก่อนตัดสินใจ เพราะมีผู้ที่ต้องสูญเสียบ้าน จากความประมาทไม่มีการเตรียมตัววางแผนทางการเงินให้ดีก็มีมากมายครับ มาดูกันว่าควรรู้และวางแผนอย่างไรบ้าง ในการขอสินเชื่อเพื่อที่พักอาศัย เป็นสินเชื่อระยะยาว ใช้เวลาผ่อนชำระหนี้ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 30 ปี แล้วแต่ฐานะการเงินของแต่ละคน ดังนั้น
ปัจจัยที่สำคัญ คือ รายได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน หรือการทำธุรกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ใช้เป็นคุณสมบัติหลักในการพิจารณาว่า ควรจะอนุมัติให้สินเชื่อหรือไม่ นอกจากนี้จะมีการดูประวัติทางการเงิน ถ้ามีประวัติดีก็มีส่วนช่วยให้ได้สินเชื่อง่ายขึ้น แต่หากมีหนี้สินมาก หรือมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดีนัก โอกาสที่จะถูกปฏิเสธ ก็ย่อมมีมากแน่นอน
ปัจจัยต่อมา จากรายได้ของเรา ธนาคารจะมากำหนด เงินค่างวดในการผ่อนบ้าน ตามความสามารถของเรา โดยแต่ละธนาคารคิดไม่เหมือนกัน บางธนาคารคิด 30% หรือ 1 ใน 3 ของเงินเดือนหลังหักค่าใช้จ่าย บางธนาคารคิด 50% เช่น ถ้าใช้เกณฑ์ 30 % หากเงินเดือน 50,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (บัตรเครดิต หรือผ่อนรถ) คุณจะสามารถผ่อนได้เดือนละ 15,000 บาท แต่หากคุณมีค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้านอีกหลัง ให้เอาเงินเดือนแล้วลบค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้านออกก่อน หากมีบัตรเครดิต ให้คิดเป็นรายจ่ายอย่างต่ำใบละ 1,000 บาท แล้วคิด 30 % ของรายได้ที่เหลือ ดังนั้นหากคิดจะมีบ้าน ควรเคลียร์รถ บ้านหลังเดิมและบัตรเครดิตให้มากที่สุด และที่สำคัญคือ การจ่ายหนี้ทุกอย่างให้ตรงตามเวลา จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเครดิตบูโร
เรื่องต่อมา คือ เรื่องรายจ่าย เราต้องรู้จักตัวเองไม่หลอกตัวเองครับ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ควรทำสรุปรายจ่ายประจำในแต่ละเดือน และวางแผนเป็นปี โดยการทำรายละเอียดของรายจ่ายในปัจจุบัน และประมาณการรายจ่ายที่อาจเกิดในอนาคต เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก เราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้า จะสามารถรับผิดชอบภาระการผ่อนค่างวดบ้านของเราได้หรือไม่ เช่น อีก 1-2 ปี ข้างหน้าท่านอาจจะต้องเปลี่ยนรถใหม่เพื่อทดแทนรถเก่าที่หมดสภาพ หรือปีหน้าต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชน ซึ่งจะทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น และกระทบต่อการเงินแน่นอน
จะเลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระบ้านแบบใด
เนื่องจากระยะเวลาในการผ่อนชำระจะมีผลโดยตรงกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้นการกำหนดระยะเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญควรจะพิจารณา ธนาคารจะพิจารณาเรื่องอายุของผู้ขอสินเชื่อด้วย หากอายุมากแล้วการผ่อนชำระแบบระยะเวลานานเกินวัยเกษียณ ที่ไม่สามารถทำงานได้ ธนาคารคงไม่สามารถให้สินเชื่อ โดยทั่วไประยะเวลาการผ่อนชำระคิด โดยเอา 60 - อายุของคุณ = จำนวนปีที่ต้องผ่อนชำระ หากมีผู้กู้ร่วม (กู้ร่วมได้สูงสุด 3 คน) คือ รายได้จะคิดจากรายได้ของผู้กู้ร่วมมารวมกัน ส่วนปีที่ต้องชำระให้คิดโดยใช้ผู้กู้ร่วมคนที่มีอายุน้อยที่สุด
การเลือกระยะเวลาในการผ่อนชำระนั้น ไม่ได้จำเป็นว่าหากใช้เวลาน้อยปีจะดี หรือเลือกแบบนานหลาย ๆ ปี แล้วจะดีกว่าเสมอไป เพราะระยะเวลาจะมีผลโดยตรงกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย โดยหากเราเลือกแบบที่มีระยะเวลานานๆ เพื่อให้อัตราผ่อนในแต่ละเดือนน้อยๆ ซึ่งเป็นแบบที่หลาย ๆ ท่านชอบ ก็ขอให้คิดคำนวณถึงเงินค่าดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายตลอดระยะเวลาจนครบสัญญา ด้วยว่ารวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าไร ลองคำนวนกลับคิดเป็นร้อยละอัตราดอกเบี้ย ดูแล้วจะรู้สึกตกใจและเสียดายเงิน หรือหากเลือกแบบระยะเวลาสั้น 5 ปีเพราะไม่อยากจ่ายดอกเบี้ยมาก คุณก็จะต้องมีภาระผ่อนในแต่ละเดือนสูงมาก ซึ่งคุณต้องมั่นใจว่ามีความสามารถพอที่จะแบบรับภาระได้ตลอดอายุสัญญา
สิ่งสำคัญ คือ การวางแผนการเงินที่รอบคอบ คิดหน้าคิดหลังเผื่อไว้ ใช้จ่ายอย่างพอเพียง และหากทำได้ ควรเลือกผ่อนชำระเพิ่มในบางงวด เช่น เมื่อได้โบนัส ก็ชำระมากกว่าปกติ เพื่อไม่ให้ต้องแบกภาระดอกเบี้ยมากเกิน ซึ่งสามารถทำได้ ลองคุยรายละเอียดกับผู้ให้สินเชื่อดูครับ.
Popularity: 15%
ผมมั่นใจว่าท่านที่กำลังเตรียมตัวจะย้ายบ้าน คงต้องปวดหัว และสับสนกับการเตรียมการว่าจะต้องดำเนินการอะไรก่อน-หลัง มีหลายเรื่องที่ท่านต้องคิดและเตรียมการให้ดี เพราะการย้ายบ้าน ขอบเขตไม่ใช่แค่เพียงการขนย้ายข้าวของ ทรัพย์สิน จากบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งเท่านั้น ลองปฏิบัติ ตามแนวทางที่ผม จะเสนอเป็นไอเดีย ดังนี้ดูนะครับ จะพบว่าช่วยคุณประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากรำคาญใจ และไม่หลงลืมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
อันดับแรก ก็ต้องดำเนินการ เรื่องการขอเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยใหม่ที่สำนักงานเขตทั้งในส่วนพื้นที่ที่ย้ายออกและย้ายเข้า ของสมาชิกทุกท่านในบ้าน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ โทรศัพท์ ระบบเคเบิลทีวี ฯลฯ จากบ้านเดิมเป็นบ้านใหม่ รวมถึงกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำไว้กับบ้านหลังเก่า เพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้กับบริษัทผู้เอาประกัน
จากนั้นก็สู่ขั้นตอนของการศึกษาหาข้อมูลผู้ดำเนินธุรกิจรับจ้างขนย้าย ควรเลือกผู้ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ ติดต่อหลาย ๆ บริษัทเพื่อเปรียบเทียบราคาและการบริการ โดยอาจสอบถามจากเพื่อนบ้านที่เคยใช้บริการดูว่าเป็นอย่างไร จะเพิ่มความมั่นใจได้อีกขั้นครับ หรืออาจจะเช่าเฉพาะรถบรรทุกขนของ แล้วทำการขนย้ายด้วยตนเองก็ได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับบ้านที่มีคนหนุ่ม ๆ ที่แข็งแรงมาช่วยกันเยอะ
ในช่วงระหว่างที่ยังไม่ถึงวันย้ายจริง ควรเก็บรวบรวมข้าวของที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ประเภทของตกแต่ง แจกัน รูปภาพ ฯลฯ ใส่กล่อง และจดบันทึกรายละเอียดติดไว้ 2 ชุด ชุดหนึ่งเขียนใส่สมุดโน้ต หรือบันทึกในไว้ในคอมพิวเตอร์ อีกชุดพิมพ์ติดข้างกล่องให้ชัดเจนว่าข้าวของในแต่ละกล่องมีอะไรบ้างพร้อมใส่หมายเลขกล่อง เรียงลำดับไว้ด้วยนะครับ เพื่อความสะดวกในการตรวจเช็คจำนวนในภายหลัง
แนะนำว่าข้าวของที่เก็บควรแยกประเภทตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับจากสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ เป็นลำดับแรก ๆ เมื่อถึงบ้านหลังใหม่ และกำหนดหมายเลขกล่องเป็นหมายเลขแรก ๆ เพื่อความสะดวกในการเอาออกมาใช้งาน และกล่องที่หมายเลขท้าย ๆ จะหมายถึงข้าวของประเภท ที่มีเวลาว่างค่อยมาแกะกล่อง จัดภายหลังก็ได้ มิเช่นนั้น คุณจะโกลาหล วุ่นวายในวันแรก ที่ต้องเปิดทุกกล่องออกดู และยังอาจหาของที่ต้องการไม่เจอ ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่ที่ย้ายบ้าน มักจะเกิดปัญหานี้กัน ทำให้ต้องเสียเวลาในการค้นหาสิ่งของที่ต้องการ
และแล้วก็ถึงวันที่คุณ น่าจะดูฤกษ์ไว้เแล้วว่าเป็นวันดี เหมาะสมกับการย้ายบ้านก็เข้าสู่กระบวนการขนย้าย โดยหากเป็นบริษัทที่รับจ้างขนย้าย จะมีความชำนาญและมีความระมัดระวังในการขนย้ายเป็นอย่างดี อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า รูปภาพ หรือเฟอร์นิเจอร์ ที่ต้องระวังรอยขีดข่วน และเมื่อเดินทางถึงบ้านหลังใหม่ ยังไม่ควรขนย้ายของลงจากรถทันที ควรอธิบายผังรายการจัดวาง กำหนดตำแหน่งของการขนย้าย เข้าสู่ห้องต่าง ๆ และพาชี้จุดหรือห้องต่างๆ ให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าจะให้วางอะไรตรงไหน จะดีมากครับ
มีข้อแนะนำสำหรับพุทธศาสนิกชนว่าสิ่งแรกที่ควรขนย้ายเข้าบ้านใหม่ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูป ในการขนย้ายปกติจะเริ่มจากของที่มีขนาดใหญ่ เช่น ตู้ เตียง ขนย้ายขึ้นชั้นบนบ้านก่อนเพื่อให้พื้นที่ชั้นล่างโล่ง ไม่กีดขวางในการขนย้าย เฟอร์นิเจอร์ เข้าห้องนั่งเล่น อุปกรณ์เครื่องครัว ขนเข้าครัวไปเลย เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นกำหนดจุดให้ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน จะช่วยทำให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายจากรถสู่ตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมายืนเล็ง เถียงกันว่า จะวางไว้ตรงไหนดี เดี๋ยวหากคิดไม่ออก วางกอง ๆ ไว้ก่อนล่ะก็เรื่องใหญ่ล่ะครับ เพราะต้องย้ายไปก็ย้ายมา อีกหลายรอบกว่าจะลงตัว
สุดท้ายเป็นขั้นตอนของการตรวจสอบจำนวนกล่องและสิ่งของที่ทำรายการไว้ให้ครบ รวมถึงตรวจสอบความชำรุดเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ข้อแนะนำสำหรับการย้ายบ้านใหม่ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก เช่น การส่งจดหมาย แจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่ ไปยังสถาบันการเงิน ธนาคาร บัตรเครดิต หน่วยงานหรือบุคคล ที่มีการติดต่อเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ขาดการติดต่อ สื่อสาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและธุรกิจได้ อีกวิธีที่ดี คือ ให้เพื่อนบ้านเดิม (ถ้ามี) ช่วยเก็บจดหมาย หรือเอกสาร ที่อาจยังมีการตกค้างส่งไปที่บ้านหลังเดิมในช่วง 2- 3 เดือนแรก เพื่อที่คุณจะไม่พลาดการได้รับเอกสาร ข้อมูลที่สำคัญ
สุดท้ายนี้ ย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว วันแรกควรไปทำความรู้จักและแนะนำตัวกับเพื่อนบ้าน เรือนเคียง เพื่อสร้างมิตรภาพ ด้วยนะครับ
Popularity: 20%
ปัจจุบัน การที่คนส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้จากการใช้บัตรเครดิต ลูกหนี้จากการซื้อที่อยู่อาศัยหรือซื้อรถยนต์ ที่มีราคาหลายแสนหลายล้านบาท ส่วนใหญ่จำเป็นต้องกู้เงินจำนวนหนึ่งจากสถาบันการเงินและทำการผ่อนชำระในแต่ละเดือน เป็นระยะเวลานานหลาย ๆ ปี บางท่านอาจไม่คิดว่าการติดค้างหนี้บัตรเครดิตหรือการไม่ผ่อนชำระหนี้ตามกำหนด ซึ่งอาจจะด้วยมีปัญหาหรือความจำเป็นอะไรในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดก็ตามและท่านละเลย หลงลืม ไม่มีการติดต่อกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเหล่านั้น จะกลายเป็นปัญหาในอนาคตได้หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และต้องมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอีกครั้ง ทำให้ท่านต้องเสียเครดิตไปโดยไม่รู้ตัว
ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 มาตรา 25 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าของข้อมูล ให้เจ้าของข้อมูลมีสิทธิที่จะตรวจสอบข้อมูลของตนจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของบุคคลจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต ของลูกหนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แท้จริงไม่เกิน 3 ปี สำหรับบุคคลธรรมดา ส่วนลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลจะเก็บข้อมูลไว้เป็นเวลา 5 ปี โดยข้อมูลใหม่จะเข้าไปแทนที่ข้อมูลเก่าไปเรื่อย ๆ โดยสถาบันการเงินจะส่งรายงานประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ทุกรายไปยังเครดิตบูโรทุกสิ้นเดือน
หากจำได้ ในตอนที่คุณจะซื้อรถยนต์หรือซื้อบ้าน คุณจะได้รับแบบฟอร์มจากพนักงานขายให้กรอกแบบฟอร์มเพื่อยินยอมให้ทำการตรวจสอบข้อมูลการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิตของคุณจากเครดิตบูโร ประกอบกับการยื่นขอสินเชื่อซึ่งทำให้สถาบันการเงินสามารถที่จะเรียกดูข้อมูลประวัติการชำระหนี้ของคุณได้และนำมาใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ
“เครดิตบูโร” จะเก็บรวบรวมเฉพาะข้อมูลของการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิต ซึ่งข้อมูลนี้จะประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ เลขประจำตัวประชาชน ประวัติการชำระสินเชื่อ และการชำระบัตรเครดิต รวมเรียกว่า “รายงานข้อมูลเครดิต” รายงานข้อมูลเครดิตจะมีการบันทึกและจัดเก็บวงเงินยอดหนี้คงค้าง รวมถึงประวัติการผิดนัดชำระในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี ดังนั้นการชำระสินเชื่อให้ตรงเวลาทุกครั้ง จะเป็นการรักษาเครดิตของคุณที่ดีที่สุด
ด้วยข้อมูลเครดิตนี้จะทำให้สถาบันการเงินรู้วินัยทางการเงินของผู้ขอสินเชื่อได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากผู้ขอสินเชื่อมีประวัติการชำระที่ดี การ เปิดเผยข้อมูลเครดิตก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ เราคงได้ยินบางท่านพูดว่า ไม่ได้รับสินเชื่อเพราะติดแบล็กลิส (Black list) จากเครดิตบูโร จริง ๆ แล้ว เครดิตบูโรไม่ได้มีการจัดทำแบล็กลิสของผู้ขอสินเชื่อ เพราะเครดิตบูโรมีขอบเขตหน้าที่ในด้านการรวบรวมประวัติหรือพฤติกรรมในการชำระหนี้ หรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ทุกบัญชีจากสถาบันการเงินเท่านั้น ช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยหากเป็นลูกค้าที่ดี สถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลเครดิตเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ การตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่ให้สินเชื่อนั้นยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น รายได้ หลักประกัน บุคคลผู้ค้ำประกัน เป็นต้น
ถึงแม้คุณชำระหนี้ที่เคยค้างค่าบัตรเครดิตไปหมดแล้ว แต่ยังมีข้อมูลอยู่ในรายงานข้อมูลเครดิตที่จะรายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขประวัติเดิมได้ หากคุณเคยค้างชำระไว้ ข้อมูลก็จะปรากฏว่า ในเดือนที่คุณค้างชำระว่า “ค้างชำระ” และเมื่อคุณได้ชำระหนี้ไปแล้ว จะมีข้อมูลใหม่ขึ้นมาว่า คุณชำระเรียบร้อยแล้วหรือปิดบัญชีแล้ว โดยที่ข้อมูลการค้างชำระเดิมไม่ได้ถูกลบออกไป จนกว่าข้อมูลนั้นจะถูกลบออกไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คือ 3 ปี
ดังนั้นผู้ที่มีบัตรเครดิต ไม่ควรมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนสูงเกินไป จนทำให้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายหลักในการดำรงชีพไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ขั้นต่ำในแต่ละงวดภายในระยะเวลาที่กำหนด ควรมีบัตรเครดิตในจำนวนเท่าที่พอเพียงต่อความจำเป็น และควรปิดบัญชีบัตรเครดิตที่ไม่ได้ใช้แล้ว เพราะโดยปกติสถาบันผู้ให้สินเชื่อจะดูขีดความสามารถในการจับจ่ายว่ามีขีดความสามารถในการชำระหนี้ได้ขนาดไหน หากมีจำนวนบัตรเครดิตมาก แนวโน้มการก่อหนี้ก็จะมีมากขึ้น
คุณสามารถขอดูรายงานข้อมูลเครดิตของตนเองได้ โดยการยื่นคำขอที่ส่วนบริหารข้อมูลผู้บริโภค บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือธนาคารนครหลวงไทย ทุกแห่งทั่วประเทศมีค่าธรรมเนียมเพียง 100 บาท หวังว่าจะรักษาเครดิตของตนเองกันได้ดีทุกคนนะครับ.
Popularity: 100%






