Archive for the 'แต่งบ้านตามฮวงจุ้ย' Category
ฉบับที่แล้ว ผมพูดถึงการหาจุดโชคลาภกันไปแล้ว แต่เป็นการสังเกตจากชัยภูมิภายนอกบ้าน มาฉบับนี้ผมจะเข้าไปค้นหาจุดโชคลาภในบ้านกัน ใครสนใจก็ตามอ่านกันได้เลยครับ
การหาตำแหน่งการเงินหรือโชคลาภในบ้าน ตำราฮวงจุ้ยจะมีหลักในพิจารณาโดยการคำนวณการเดินของดาวทั้ง 9 ดวงกันเลยทีเดียว เรียกว่า ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อนไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ผมจะสรุปเอามาแบบง่ายๆ ให้ดูกันก็แล้วกัน เพราะถ้าอธิบายเป็นวิชาการ เดี๋ยวมึนกันเสียก่อน
การหาจุดโชคลาภ โดยใช้หลักของการเดินดาว จะแบ่งบ้านออกเป็น 8 ลักษณะตามทิศหลักทั้ง 8 นั่นเอง บ้านแต่ละทิศจะมีจุดโชคลาภอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือจุดโชคลาภกับจุดสนับสนุนโชคลาภ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มกันที่บ้านทิศเหนือกันเลยครับ
บ้านทิศเหนือ
คำว่าบ้านทิศเหนือ ขอให้เข้าใจไว้เลยว่า หมายถึงทิศหลังบ้านนะครับ ไม่ใช่หน้าบ้าน เดี๋ยวจะสับสนกันอีก เพราะคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงทิศมักจะนึกถึงทิศหน้าบ้านเสมอ ทิศหลังบ้านจะเป็นหนุนและส่งเสริมเจ้าของบ้าน พูดภาษาชาวบ้านก็จะบอกว่า ถ้าหลังแน่นมั่นคงเสียอย่าง ไม่มีล้มง่ายๆครับ เพราะฉะนั้นทิศหลังจึงมีความสำคัญกว่าทิศหน้าบ้าน
บ้านทิศเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่ทางทิศใต้ หรือตำแหน่งหน้าบ้าน นั่นเอง และมีจุดสนับสนุนโชคลาภอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออยู่มุมซ้ายของหลังบ้าน
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันทิศนี้ถือว่ารุ่งเรืองที่สุด เพราะอยู่ในยุคที่ 8 มีความรุ่งเรืองไปจนถึงปี 2566 จุดโชคลาภในปัจจุบันจะอยู่ตำแหน่งหลังบ้านหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนทิศสนับสนุนโชคลาภจะอยู่ทางทิศใต้ หรือมุมซ้ายของหน้าบ้าน นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออก
บ้านทิศตะวันออก หันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันตก คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ชอบทิศทางนี้ เพราะถือว่าทิศตะวันตกไม่เป็นมงคล แถมตอนบ่ายแดดจะส่องเข้าหน้าบ้านอีก ใครที่อยู่บ้านทางทิศนี้ ก็อาจจะปลูกต้นไม้ช่วยลดความร้อนบริเวณหน้าบ้านสักหน่อย ก็จะดีมาก
จุดโชคลาภของบ้านทิศนี้ จะอยู่ตรงกลางของหน้าบ้านเลยหรือทิศตะวันตก ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณหน้าบ้านเช่นเดียวกัน แต่อยู่ทางด้านขวาหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
บ้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ หันทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่หน้าบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณกลางบ้านครับ
แหม..หน้ากระดาษหมดแล้ว ได้แค่บ้าน 4 ทิศเอง คงต้องต่อกันฉบับหน้าแล้วล่ะครับ ห้ามพลาดเสียด้วย เพราะผมจะบอกวิธีกระตุ้นจุดโชคลาภอย่างไรให้ได้ผล แล้วพบกันครับ..
Popularity: 19%
คำถามเกี่ยวกับฮวงจุ้ยบ้าน ที่ผมมักจะถูกถามอยู่ตลอดเวลา ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “โชคลาภ” ทำอย่างไรบ้านถึงจะมีโชคมีลาภ เงินทองไหลเข้าไม่ขาดมือ แหม..เรื่องโชค เรื่องเฮง เรื่องความร่ำรวย ใครบ้างล่ะไม่อยากมีอยากได้ทุกคนล้วนต้องการด้วยกันทั้งนั้น บางคนรวยอยู่แล้ว ก็ยังอยากที่รวยมากขึ้นเลย
ฉบับนี้ ผมเลยหยิบเอาเรื่องของการหาจุดโชคลาภ จุดการเงิน มาพูดถึง เพราะในตำราฮวงจุ้ยมีระบุเอาไว้ชัดเจน ใครหาจุดโชคลาภเจอ แล้วรู้วิธีกระตุ้นจุดโชคลาภ ก็จะส่งผลดีในเรื่องภาวะเงินทองของเจ้าของบ้านได้
หลายคนเริ่มหูผึ่งแล้วใช่ไหมครับ ยิ่งภาวะการเงินฝืดเคืองแบบนี้ ก็ต้องค้นหาทุกวิถีทางเพื่อให้สภาพการเงินคล่องตัว ผมว่ามาลองดูวิธีในทางฮวงจุ้ยกันบ้าง เผื่อจะช่วยให้สถานะการเงินดีขึ้น
การจะรู้ว่า จุดโชคลาภของบ้านอยู่ตรงไหนนั้น วิธีการหามีด้วยกันหลายวิธีครับ มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันก่อน ซึ่งเป็นวิธีแบบดั่งเดิม โดยพิจารณาจากตำแหน่งของชัยภูมิ เพราะตำแหน่งชัยภูมิในทางฮวงจุ้ย จะมีความหมายอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
ตำราฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า ชัยภูมิทั้ง 4 ด้าน จะประกอบไปด้วยตำแหน่งเสือ มังกร หงส์ และเต่า ความหมายของสัตว์มงคลทั้งสี่ จะมีดังนี้
ชัยภูมิ ความหมาย ทิศ ตำแหน่งในบ้าน
เสือ บารมี ตะวันตก ขวา
มังกร อำนาจ ตะวันออก ซ้าย
หงส์ โชคลาภ ใต้ หน้า
เต่า ความมั่นคง เหนือ หลัง
จะเห็นได้ว่า หงส์ แทนความหมายของโชคลาภ ซึ่งจะอยู่ทางทิศใต้ ตามหลักชัยภูมิจะอยู่บริเวณหน้าบ้านครับ เพราะหน้าบ้านถือเป็นจุดผ่านของพลังชี่ที่จะไหลเข้าสู่บ้าน ชี่หรือโชคลาภจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะบริเวณหน้าบ้านนี่แหละ ถ้าหน้าบ้านใครมีลักษณะที่ไม่ดี โชคลาภก็ไม่ไหลเข้าบ้าน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อับโชค” ครับ
หน้าบ้านที่เข้าข่ายเสีย หรือไม่ดีนั้น ในทางฮวงจุ้ยจะกำหนดเอาไว้ ดังนี้
-
ถนนหน้าบ้านวิ่งหนีจาก หลายคนอาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า บ้านที่ ตั้งอยู่บริเวณทางโค้ง คงจะพอมองเห็นภาพชัดขึ้น บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ จะไม่สามารถดึงโชคลาภเข้าบ้านได้เลย เพราะกระแสชี่ที่ไหลอยู่บริเวณนั้น จะวิ่งหนีออกไป
-
ถนนหน้าบ้านเป็นรูปคันเบ็ด หรือเป็นลักษณะหักมุมเข้าสู่บ้าน ในตำรา ระบุเอาไว้ค่อนข้างจะน่ากลัวทีเดียวว่า โชคลาภจะวิบัติ ทรัพย์สมบัติไม่เหลือ คำอธิบายในทางฮวงจุ้ยจะบอกว่า ลักษณะถนนแบบนี้ จะส่งผลให้พลังชี่ไหลเวียนไม่สะดวก เพราะมีลักษณะที่หักมุมมากเกินไป และที่สำคัญถนนจะพุ่งเข้าสู่บ้าน เหมือนตะขอเกี่ยวเบ็ด บ้านเลยไม่ต่างไปจากปลาที่ติดเบ็ด รอวันตายลูกเดียว
-
หน้าบ้านอุดตัน เช่น มีอาคารสูงอยู่ตรงข้าม มีเสาไฟฟ้าแรงสูง มีต้นไม้ใหญ่ ขวางทางเข้าบ้าน ทำให้พลังชี่ไหลเข้าไม่สะดวก เป็นการปิดบังโชคลาภ นั่นเอง
-
หน้าบ้านมีสิ่งปฎิกูลเน่าเหม็น สิ่งปฎิกูลในที่นี้อาจจะหมายถึง กองขยะ น้ำ เน่าเสีย โรงงาน โรงชำแหละสัตว์ ฟาร์มสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ดูแลความสะอาดให้ดีพอ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ อย่างนี้โชคลาภวิ่งหนีหมดครับ
-
หน้าบ้านเป็นวัด ศาลเจ้า สุสาน ในตำราบอกว่า พลังอินชี่ที่แผ่ออกมาจาก สถานที่ดังกล่าว จะเป็นตัวสกัดชี่ที่ดีไม่ให้ไหลเข้าบ้าน ผลก็คือ บ้านนั้นไม่มีโชคลาภ ประเภทลูก ฟลุ้ด ลูกเฮง ไม่มีครับ
ลองวิ่งออกไปดูบริเวณหน้าบ้านของคุณดูสิ ว่าเข้าข่ายตามที่กล่าวมานี้หรือไม่ ถ้า เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ก็ถือว่า บ้านคุณขาดโชคลาภแล้วล่ะครับ แต่บ้านใครไม่ได้เข้าข่ายตามนี้ ก็อย่าเพิ่งหลงระเริง หรือดีใจจนเกินเหตุว่า บ้านตัวเองมีโชคลาภที่ดี เพราะที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเพียงการพิจารณาแค่ลักษณะชัยภูมิภายนอกบ้านเท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องตำแหน่งภายในบ้าน แล้วก้อทิศทางกันเลย
ยังมีเรื่องที่จะต้องค้นหาตำแหน่งโชคลาภกันอีกครับ ถ้าใครสนใจร่วมก๊วนตาม หาโชคลาภกับผม ก็คงต้องตามอ่านฉบับหน้าแล้วล่ะครับ …
Popularity: 27%
…”บ้านที่สว่างให้พลังชีวิต บ้านที่มืดมิดให้ความเซื่องซึม”
นี่เป็นคำกล่าวที่บ่งบอกถึงผลที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ในทางฮวงจุ้ยให้ความสำคัญกับความมืดความสว่างมาก โดยการพิจารณาความเป็น “หยิน-หยาง” ภายในบ้าน บ้านที่ดีจะต้องมีสภาพความเป็นหยิน-หยางที่สมดุลกัน โดยเฉพาะบ้านคนเป็น จะต้องการความเป็นหยางค่อนข้างมาก เพราะ หยาง คือสิ่งที่เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกที่คึกคัก กระตือรือร้น คนในบ้านจะได้รับแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ผิดกับบ้านที่เป็นหยิน จะมีสภาพที่อึมครึม นิ่ง ไร้ชีวิตชีวา ส่งผลให้คนในบ้านขาดความกระตือรือร้น
ปัจจุบันแบบบ้านรุ่นใหม่ๆ จะนิยมออกแบบช่องประตูหน้าต่างโดยใช้กระจกใสบานใหญ่ ประเภทสูงเกือบติดพื้นห้อง มากกว่าที่จะเป็นช่องหน้าต่างบานเล็กๆ เหมือนแบบบ้านสมัยก่อน เหตุผลก็น่าจะมาจาก บ้านรุ่นใหม่จะเน้นความสว่างภายในบ้าน ทำให้บ้านดูโปร่ง โล่ง สบาย เดินเข้าบ้านแล้วไม่รู้สึกอึดอัด หรือมืดทึบ นั่นเอง
การออกแบบบ้านลักษณะนี้ ค่อนข้างจะตรงกับคอนเซ็ปท์ในทางฮวงจุ้ยอย่างมาก เพราะความสว่างของบ้านจะเพิ่มความเป็นหยางที่มีชีวิตชีวาให้กับคนในบ้าน บ้านที่มืดทึบ อึมครึม คนในบ้านจะขาดพลังชีวิต
การใช้กระจกใสบานใหญ่แทนกำแพงที่ทึบตัน สามารถใช้ได้กับทุกห้องที่ต้องการความสว่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น โต๊ะอาหาร ห้องครัว ห้องนอน รวมไปถึงห้องน้ำที่ต้องการความมิดชิด ก็ยังสามารถใช้กระจกใสบานใหญ่เข้าไปเพิ่มแสงสว่างในห้องได้เช่นเดียวกัน
-
การใช้ช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่ จะเพิ่มความสว่างให้กับบ้านและทำให้บ้านดูกว้างขึ้น
-
การใช้กระจกใสบานใหญ่กับห้องน้ำ
ประโยชน์ของการใช้กระจกใส นอกจากจะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับบ้านแล้ว ยังช่วยทำให้บ้านดูกว้างขึ้นอีกด้วย เพราะคนในบ้านสามารถมองออกไปจนถึงกำแพงรั้วบ้านได้เลยแทนที่จะมองแต่กำแพงของผนังห้อง ซึ่งบ้านที่มีขนาดเล็กอย่างบ้านทาวน์เฮ้าส์ ถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์ห้องมุม ด้านที่สามารถทำเป็นช่องหน้าต่างได้ ถ้าเลือกใช้ช่องหน้าต่างที่เป็นกระจกใสบานใหญ่จะช่วยเพิ่มความสว่างและทำให้บ้านดูกว้างขึ้นอย่างมาก
แต่ความใสของกระจกบานใหญ่ หลายคนอาจไม่ค่อยชอบ โดยมองว่าจะทำให้คนภายนอกหรือบ้านใกล้เคียงมองเห็นคนในบ้านว่าทำอะไรอยู่ คนในบ้านจะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ เรื่องนี้จริงๆ แล้วแก้ไขไม่ยากครับ ถ้ายังต้องการให้บ้านมีความสว่าง โดยเปลี่ยนจากกระจกใสมาเป็นกระจกฝ้า หรือไม่ก็ทำเป็นกำแพงบล็อคแก้วก็จะช่วยปิดบังไม่ให้คนจากภายนอกมองเข้ามาในบ้านได้ ความสว่างก็ยังได้เหมือนเดิม
เพราะฉะนั้น เจ้าของบ้านที่ชอบอยู่บ้านสว่างๆ การใช้กระจกใสบานใหญ่มาตกแต่งบ้าน ถือเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างถูกจุด แถมยังเป็นการเสริมฮวงจุ้ยบ้านได้อีกด้วย…
Popularity: 22%
”ทำไมห้ามปลูกต้นลั่นทมในบ้าน แต่พอเปลี่ยนชื่อมาเป็นต้นลีลาวดีถึงปลูกได้ครับ”
ผมได้ยินคนถามเรื่องนี้บ่อยมาก จนบางครั้งก็นึกขำว่า คนเรามักให้ความสำคัญกับชื่อต้นไม้ มากกว่าความสวยของต้นไม้ ผมเคยเจอบางคนปลูกไปแล้วตั้งนาน พอมีคนมาทักว่าห้ามปลูกในบ้านเท่านั้น วิตกกังวลจนต้องเอาต้นไม้นั้นออกจากบ้านไป
ความเป็นมงคลของต้นไม้มีหลายอย่าง เช่น ชื่อของต้นไม้ กลิ่นของต้นไม้ รูปทรงของต้นไม้ แต่ชื่อต้นไม้ดูเหมือนคนจะให้ความสำคัญมากที่สุด อย่างปลูกต้นมะยมหน้าบ้าน จะได้รับความนิยมชมชอบ ปลูกต้นขนุนหลังบ้าน บ้านจะได้รับความเกื้อหนุน เป็นต้น
“ต้นลั่นทม” ให้ความหมายถึงความทุกข์ระทม จึงไม่เป็นมงคล กลายเป็นต้นไม้ต้องห้ามไป ทั้งที่ดอกลั่นทมนั้นสวยมาก ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อต้นลั่นทมเป็นชื่อ “ลีลาวดี” กลายเป็นต้นไม้ยอดนิยมที่มีราคาแพง และนิยมเอามาจัดสวนในบ้านกัน
“แล้วในทางฮวงจุ้ยว่ายังไง..?”
เรื่องของต้นไม้ในทางฮวงจุ้ย จะมีการกล่าวห้ามเอาไว้ถึงความไม่เป็นมงคลอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ
1. ต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม เหตุผลที่ตำราห้ามเอาไว้อย่างนั้น ก็เพราะ หนาม
แหลมของต้นไม้ อาจจะเกี่ยวคนเดินผ่านไปมาในบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กๆ นอกจากนี้ เวลาต้นไม้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ จะเคลื่อนย้าย หรือตัดกิ่งของต้นไม้ค่อนข้างจะยากที่จะไม่โดยหนามเกี่ยว
แต่บางคนอาจจะสงสัยว่า ต้นไม้อย่าง เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน ที่คนนิยมนำมาปลูกใน
บ้าน ทำไมถึงไม่ห้าม ทั้งๆที่มีแหลมคม เหตุผลก็เพราะ ชื่อของต้นไม้เป็นมงคล นั่นเอง และต้นเฟื่องฟ้าส่วนใหญ่จะนิยมปลูกริมรั้วหรือกำแพง ซึ่งกลับเป็นผลดีในแง่ของการป้องกัน สิ่งไม่ดีเข้าบ้านได้อีกด้วย
2. ต้นไม้ใหญ่ เหตุผล ก็คือ ต้นไม้ใหญ่จะทำลายฐานบ้าน และกิ่งก้านของต้นไม้ยังทำลายตัวบ้านอีกด้วย เพราะฉะนั้น บ้านที่มีขนาดเล็กจึงไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ในบ้าน ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหา ก็เพราะ ตอนแต่งสวนใหม่ๆ ต้นไม้ยังไม่ทันโตเต็มที่ เวลาผ่านไป 3 ปี ต้นไม้สูงเท่าบ้านแล้ว เรื่องนี้มักจะพบเห็นกันบ่อยๆ ปัญหาที่ตามมานอกจากจะกระทบบ้านตัวเองแล้ว ยังกระทบบ้านที่อยู่ติดกันอีก เพราะต้นไม้จะล้ำเข้าไปในบ้านคนอื่น ใบไม้ร่วงเกลื่อน ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจกัน คนที่ผิดใจกันเพราะต้นไม้มีให้เห็นกันนักต่อนักแล้ว
หลักฮวงจุ้ยจะพูดถึงต้นไม้เอาไว้แค่นี้ เพราะฉะนั้น เรื่องต้นลั่นทม หรือลีลาวดี ก็คงไม่เกี่ยวกับฮวงจุ้ยโดยตรง เพราะเป็นเพียงแค่ชื่อมงคล หรือไม่เป็นมงคลเท่านั้น…
Popularity: 26%
…ทางยกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามแยก ทางด่วน หรือทางรถไฟฟ้า ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะร้ายในทางฮวงจุ้ยทั้งสิ้น สำหรับอาคารบ้านเรือน ตำราฮวงจุ้ยเปรียบทางยกระดับ เสมือนมังกรที่เลื้อยผ่าน กระแสที่สูงกว่าถนนจะตัดตัวอาคาร สร้างความเสียหายไปทั่ว
ใครที่มีบ้าน ร้านค้า หรืออาคารที่อยู่ติดกับทางยกระดับ คงจะพอเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมเจอลูกค้าหลายรายบ่นให้ฟัง จนบางรายถึงกับต้องย้ายหนีเพราะทำธุรกิจไม่ได้ ทางรถไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ย่านสีลม สุขุมวิท ที่เคยรุ่งเรืองสุดๆ พอมีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าตลอดแนว ความรุ่งเรืองที่เคยมีก็แทบจะหายไป จะมีจุดที่ได้ผลประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทางขึ้นรถไฟฟ้าเท่านั้น
ผลกระทบของทางยกระดับ อย่างแรกก็คือ โครงสร้างที่ใหญ่โตเกือบเต็มถนน จะปิดบังสองฟากฝั่งถนน ร้านค้า อาคารที่เคยมองเห็นอย่างโดดเด่นก็ถูกปิดบังจนหมดส่งผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจ ลูกค้าที่มาติดต่อไม่สามารถมองได้ชัดเจนเหมือนแต่ก่อน รถไฟฟ้าวิ่งตัดผ่าน ปิดบังอาคารเกือบมิด
ประเด็นที่สอง กระแสที่เคยวิ่งบนถนน สายเดียว จะถูกแชร์เป็นสองสายทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้ร้านค้าที่ไม่ได้อยู่บริเวณสถานีขึ้นลงรถไฟฟ้าเสียประโยชน์ไป เพราะลูกค้าด้านบนไม่สามารถมองเห็นร้านค้าได้ แต่ถ้าลูกค้าวิ่งบนถนนปกติ ก็จะสามารถมองเห็นได้ทั้งสองฝั่ง
หลายคนถามผมว่า จะแก้ไขอย่างไรในกรณีแบบนี้ ผมก็มักจะตอบไปว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ต้องหาทำเลที่อยู่ใกล้ทางขึ้นลงเท่านั้นเพราะเป็นเรื่องของโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ ซินแสบางคนบอกว่า แก้ได้ ให้ติดกระจกบ้าง ติดยันต์หัวเสือบ้าง ผมเห็นหลายร้านติดกันก็ช่วยอะไรไม่ได้
ผมยังจำได้ว่า กรณีของธนาคารกสิกรไทย ที่เมื่อก่อนสำนักงานใหญ่จะอยู่ที่ถนนพหลโยธิน พอทราบข่าวว่า ถนนสายนี้จะสร้างทางรถไฟฟ้า ผู้บริหารจึงมีนโยบายย้ายสำนักงานใหญ่ทันที จนปัจจุบันย้ายมาอยู่ใกล้กับสะพานพระราม 9 (สะพานแขวน) ส่วนธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่บนถนนสีลมก็มีแผนที่ย้ายไปอยู่ถนนพระราม 3 เหมือนกัน แต่มีปัญหาบางประการจึงต้องอยู่ที่เดิม
แต่ถึงแม้ว่า ทางยกระดับใหญ่ๆ อย่างทางรถไฟฟ้า จะให้ผลกระทบทางธุรกิจบ้าง “แต่ในแง่ดีของทางประเภทนี้ก็มีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเดินทาง หรือช่วยลดการจราจรที่ติดขัดบนถนนราบได้เป็นอย่างดี ธุรกิจที่อยู่บนถนนที่มีทางรถไฟฟ้าผ่าน ก็จะได้ประโยชน์อยู่บ้างโดยเฉพาะบริเวณจุดขึ้นลงสถานี
ธุรกิจประเภทที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดฯ หรือหมู่บ้านจัดสรร จะประสบความสำเร็จมาก ขายแพงแค่ไหนก็มีคนซื้อ เพราะการเดินทางสะดวกสบาย แถมไม่ต้องขับรถให้เสียค่าน้ำมันอีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ได้ตรงจุด” ถ้าคอนโดฯ ตั้งติดกับทางรถไฟฟ้าเกินไป การเลือกตำแหน่งห้องอย่าให้ต่ำกว่าทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตรงกับทางรถไฟฟ้าพอดี ควรเลือกชั้นที่สูงกว่าทางรถไฟฟ้าจะดีที่สุด เช่น คอนโดฯ มี 10 ชั้น ทางรถไฟฟ้ามีความสูงตรงกับชั้น 4 ดังนั้นชั้น 4 ไม่ควรเลือกเพราะตรงกับกระแสรถไฟฟ้าที่วิ่ง นั่นเอง
ทางรถไฟฟ้า ถึงแม้จะให้ผลเสียทางธุรกิจบ้าง แต่ผลดีในเรื่องของการเดินทางที่ให้ความสะดวกสบาย ก็ดูจะมีน้ำหนักไม่แพ้กัน การจะสรุปว่า มีทางรถไฟฟ้าอยู่ใกล้แล้วให้ผลเสียอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ คงขึ้นอยู่กับธุรกิจ หรือการใช้ประโยชน์จากทำเล ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่มากกว่า…
Popularity: 19%
“ ทิศตะวันตกเป็นทิศคนตาย ห้ามเอาหัวนอนไปทางทิศนี้”
นี่เป็นกฎเกณฑ์ของคนไทย ที่คนโบราณสั่งสอนกันมา จนกลายเป็นคำถามของคนยุคนี้ว่า จริงเหรอ ถ้านอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก จะทำให้เจ็บป่วย อายุสั้น เพราะเป็นทิศคนตาย ทิศที่เป็นมงคลสำหรับคนไทย คือ ทิศเหนือ กับทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตก กับทิศใต้ ถือว่าเป็นทิศอัปมงคล ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งก็คงมาจากชื่อ นั่นเอง
หลักฮวงจุ้ย ไม่ได้ถืออย่างคนไทย แต่จะเน้นไปที่ชัยภูมิในการวางเตียงนอนมากกว่า หรือไม่ก็ดูจากธาตุปีเกิดของผู้นอนว่า ควรหันหัวนอนไปทางทิศใด อย่างคนเกิดปีกุนกับปีชวด ทิศหัวนอนเป็นทิศตะวันตก ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง เพราะเป็นทิศส่งเสริมเจ้าชะตา ตามหลักความสัมพันธ์ของธาตุทั้ง 5 ปีกุนกับปีชวด เป็นธาตุน้ำ ส่วนทิศตะวันตก เป็นธาตุทอง ตามกฎเบญจธาตุ ธาตุทองส่งเสริมธาตุน้ำ
จากเก็บข้อมูลของผมเอง คนที่นอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก เมื่อเปรียบเทียบกับการนอนทิศอื่นๆ ผลออกมาไม่ต่างกันครับ มีดีมีเสียพอๆกัน อย่างคนที่เอาหัวนอนไปทางทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ ซึ่งถือว่าเป็นทิศมงคลนั้น ก็มีทั้งดีทั้งเสียเหมือนกัน
แต่ก็มีบางกรณีที่นอนแล้วเกิดอาการเจ็บป่วยภายในเวลาไปถึง 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เชื่อ (แบบฝังหัว) ว่าทิศตะวันตกไม่ดีห้ามนอน เมื่อไปลองนอนดูก็เกิดอาการทันที ซึ่งสันนิฐานว่า น่าจะเกิดจากภาวะอุปทานมากกว่า
ผมเองลองค้นหาข้อมูลในเรื่องนี้ โดยหาตำราเก่าๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของไทย ก็พบว่า มีพูดเอาไว้เหมือนกันเกี่ยวกับทิศตะวันตกที่ห้ามเอาหัวนอนหันไป แต่ตำราไม่มีคำอธิบายว่าเพราะอะไร จนมาวันหนึ่งผมลองทดสอบกับตัวเอง ลองเอาหัวนอนหันไปทางทิศตะวันตก จะดูว่ามีผลเสียอย่างไร ปรากฏว่าพอตื่นนอนขึ้นมาผมก็ทราบคำถามทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเป็นสัปดาห์
จะไม่ให้ทราบได้อย่างไรล่ะครับ แค่ผมลืมตาก็ต้องรีบหลับตาทันที เพราะถ้าขืนไม่หลับตาก็มีหวังตาคงจะบอดแน่ๆ เพราะแสงพระอาทิตย์สาดเข้าเต็มหน้า ผมถึงบางอ้อ..ในบัดนั้น ตอนเช้าใครๆ ก็รู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก การนอนเอาหัวไปทางทิศตะวันตก ก็เท่ากับหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
..นี่คือผลกระทบที่เป็นเหตุเป็นผลที่สุด
กรณีที่จะได้รับผลกระทบแบบที่ผมจะเจอ จะต้องเข้าเงื่อนไขที่ว่า ปลายเตียงต้องเป็นหน้าต่างที่แสงอาทิตย์สามารถส่องเข้ามาถึง ถ้าหน้าต่างถูกปิด หรือมีม่านบัง จะไม่เข้าข่าย หรือไม่มีผลกระทบ นั่นเอง
วิถีคนสมัยก่อน ส่วนใหญ่จะเปิดหน้าต่างนอน เพราะนอนกางมุ้ง ไม่มีมุ้งลวดเหมือนปัจจุบัน จากเหตุผลในเรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าใจถึงข้อบัญญัติอีกข้อหนึ่ง ที่พูดถึงเรื่องของบันได ที่ห้ามหันบันไดขึ้นทางทิศตะวันตก ก็คงมาจากผลกระทบของแสงอาทิตย์ นั่นเอง
บันไดเป็นจุดอันตรายที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ถ้าคนเดินขึ้นบันไดแล้วมีแสงอาทิตย์มาแทงตา โอกาสที่จะเหยียบบันไดพลาดก็มีมาก คนโบราณจึงกล่าวห้ามเอาไว้ว่า อย่าสร้างบันไดหันขึ้นทางทิศตะวันตก
ทิศตะวันตก กลายเป็นเจ้าตัวร้ายก็เพราะผลกระทบจากแสงแดด นี่เอง จะมีดีอยู่อย่างเดียวถ้าห้องน้ำห้องส้วมอยู่ทางทิศนี้ เพราะแสงแดดจะเผาผลาญเชื้อโรคและความชื้นภายในห้องน้ำได้ดีที่สุด นอกจากนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นข้อดีของทิศตะวันตกเลย
กลับมาเรื่องหัวนอนกันต่อ สรุปก็คือ การหันหัวนอนไปทางทิศตะวันตก สามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ ถ้าไม่เข้าข่ายที่ปลายเตียงมีช่องหน้าต่าง ที่แสงอาทิตย์สามารถส่องถึงเตียง ส่วนคนที่มีความเชื่อแบบฝังหัว ผมแนะนำว่า ไม่ควรนอนครับ เพราะความเชื่อเป็นพลังจิตอย่างหนึ่ง ที่มีความแรง สามารถดลบันดาลให้คนที่เชื่อเป็นไปตามนั้นได้ ..
Popularity: 28%
“โฮมออฟฟิค” เป็นลักษณะที่อยู่อาศัยที่กำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะให้ประโยชน์ถึง 2 ด้าน เรียกว่า “ทูอินวัน” คือ เป็นทั้งที่ทำงานและอยู่อาศัยได้อีกด้วย ซึ่งถือว่า ตอบโจทย์คนในเมืองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของการเดินทาง ที่สามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าน้ำมันได้มากโข
แต่..ในทางฮวงจุ้ยเอง กลับระบุเอาไว้ชัดว่า บ้านกับที่ทำงานไม่ควรจะอยู่ในที่เดียวกัน คอนเซ็ปท์ของโฮมออฟฟิศ คือเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน โดยมองประโยชน์ที่ได้ในเรื่องของความสะดวกเพียงอย่างเดียว
ทำไมตำราถึงบอกว่าไม่ดี เหตุผลก็เพราะ การทำบ้านเป็นที่ทำงาน หรือทำที่ทำงานเป็นบ้านนั้น จะส่งผลเสียมากกว่า ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และเรื่องของการทำงาน เสียในเรื่องของสุขภาพ ก็คือ ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเวลาเดินขึ้นลงในบ้านก็มองเห็นงานที่กองอยู่ ทำให้วัน ๆ สมองจะคิดแต่เรื่องงาน ทำให้เกิดความเครียดได้ง่าย ส่วนผลเสียที่เกิดกับงาน ก็คือ ที่ทำงานที่มีสภาพแวดล้อมเหมือนบ้าน จะทำให้คนทำงานขาดแรงกระตุ้น มีความสบายๆมากเกินไป นึกอยากจะนอนก็เดินขึ้นไปนอนข้างบนได้ง่าย ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
แล้วอย่างนี้ ควรจะซื้อโฮมออฟฟิค หรือบ้านดีล่ะ
เรื่องนี้คงต้องถามตัวเองก่อนว่า ให้น้ำหนักเรื่องใดมากกว่ากัน ถ้าให้น้ำหนักเรื่องของการทำงานมากกว่าอยู่อาศัยก็น่าจะซื้อโฮมออฟฟิค แต่ถ้าซื้อเพื่อเน้นการอยู่อาศัยมากกว่า ทำงานในบ้านนิดหน่อย ก็น่าจะเลือกซื้อบ้านมากกว่า
ความเห็นผม โฮมออฟฟิศ จะเหมาะเป็นบ้านหลังที่ 2 คือ เวลาช่วงไหนมีงานมาก หรือต้องเร่งทำจนดึก ไม่มีแรงขับรถกลับบ้าน ก็สามารถนอนพักในที่ทำงานได้ มีลูกค้าผมหลายคนทำแบบนี้ แล้วแฮปปี้มาก ช่วงไหนงานว่างค่อยกลับบ้าน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานมีมากขึ้น แต่ถ้าใครมีแผนที่จะซื้อโฮมออฟฟิคอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของที่จอดรถ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับที่ทำงานเลยทีเดียว ตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ในเรื่องนี้ จะมีอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือ
-
ตำแหน่งหัวมุม เพราะมีพื้นที่จอดรถได้ 2 ด้าน คือ ด้านหน้ากับด้านข้าง
-
ตำแหน่งสุดซอย ก็จะได้ที่จอดรถมากกว่าตำแหน่งอื่น ห้องสุดซอยก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่ง ที่มีที่จอดรถได้มากกว่าจุดอื่น
อีกประเด็นหนึ่ง ที่ควรพิจารณาคือ การเลือกฝั่ง ให้เลือกด้านฝั่งขาเข้าจะดีกว่าขาออก เพราะกระแสเข้าจะสะดวกในการเข้าถึงที่ทำงานได้ง่ายกว่า คงพอเป็นไอเดียสำหรับคนที่กำลังไม่แน่ใจว่าจะรือโฮมออฟฟิคหรือซื้อบ้านดี ลองเอาไปพิจารณากันดูนะครับ
Popularity: 27%
…การซื้อเฟอร์นิเจอร์เพื่อตกแต่งบ้านนั้น จุดสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ ความสมดุลภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมืดสว่าง หรือ ขนาดของเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับพื้นที่ของห้อง โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดใหญ่อย่าง “ตู้โชว์”
ตู้โชว์ ส่วนใหญ่มักจะวางเอาไว้ด้านหน้าของบ้าน บริเวณห้องรับแขก ซึ่งมักจะอยู่ส่วนกลางของบ้าน เพื่อแบ่งพื้นที่ในการใช้สอยให้เป็นสัดส่วน ไม่ปล่อยให้บ้านดูโล่งเกินไป เช่น แบ่งส่วนห้องรับแขก กับโต๊ะอาหาร เป็นต้น การเลือกซื้อตู้โชว์มาวางในตำแหน่งกลางบ้านนั้น จุดสำคัญจะต้องเลือกแบบตู้โชว์ให้เหมาะสมกับห้องเสียก่อน ซึ่งแบบของตู้โชว์ส่วนใหญ่ก็จะแบ่งออกได้เป็นแบบทึบกับแบบโปร่ง เพราะการเลือกตู้โชว์ 2 ลักษณะนี้ มีผลในทางฮวงจุ้ยที่แตกต่างกัน
ตู้โชว์แบบทึบ จะเหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่ เพราะความทึบของตู้จะไม่ทำลายความสมดุลภายในห้อง โดยเฉพาะเรื่องของแสงสว่าง นอกจากนี้ ตู้โชว์ทึบยังเหมาะที่จะใช้แก้ไขกรณีที่แบบบ้านมีลักษณะที่ผิดฮวงจุ้ย เช่น มีบันไดหันมาทางหน้าบ้าน หรือมีประตูหน้าประตูหลังบ้านตรงกัน
ตู้โชว์แบบทึบเหมาะกับห้องที่กว้าง และใช้ในกรณีแก้ฮวงจุ้ยได้อีกด้วย
ตู้โชว์แบบโปร่ง จะเหมาะกับห้องที่มีขนาดเล็ก อย่างบ้านทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ห้องกว้างไม่เกิน 5 เมตร เพราะตู้โชว์แบบโปร่งจะทำให้ห้องดูไม่มืดทึบ ยังคงความสมดุลภายในห้องเอาไว้ได้
กรณีที่บ้านต้องการแบ่งพื้นที่ของห้องต่าง ๆ ให้ได้สัดส่วน เช่น แบ่งห้องรับแขกกับห้องอาหาร หรือแบ่งเตียงนอนกับพื้นที่แต่งตัว ก็สามารถที่ใช้ตู้โชว์แบบครึ่งท่อน จะดูเหมาะสมกว่า เพราะตู้แบบนี้ จะให้ความรู้สึกโล่ง ดูแล้วไม่ทึบหรือขวางห้อง แต่ไม่ควรใช้กรณีที่แบบบ้านผิดหลักฮวงจุ้ย เช่น ประตูตรงกัน เป็นต้น
ประโยชน์ของตู้โชว์นอกจากการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้เป็นสัดส่วนแล้ว ในทางฮวงจุ้ยยังบอกเอาไว้ว่า ตู้โชว์ยังเป็นตัวสร้างจุดเด่นให้กับบ้านอีกด้วย การปล่อยบ้านให้โล่ง มองจากหน้าบ้านเห็นหลังบ้านเลย ทำให้บ้านไม่มีจุดเด่น การมีตู้โชว์ตั้งเอาไว้ก็เพื่อให้คนที่เดินเข้าบ้านได้มองเห็นก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ตู้โชว์ก็ควรมีของโชว์ด้วย ไม่ใช่มีแต่งตู้เปล่าๆ
ลองเอาหลักที่ผมว่าไปใช้กันดูนะครับ จะได้เลือกซื้อตู้โชว์ได้อย่างเหมาะสม และถูกหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย..
Popularity: 31%
การต่อเติมบ้าน หรือขยายตัวบ้านให้ใหญ่ขึ้น วิธีที่นิยมใช้กันมากอีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การซื้อบ้านหลังติดกันเพื่อต่อเติมบ้านให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะบ้านในลักษณะอาคารพาณิชย์ หรือทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งมีผนังบ้านติดกันอยู่แล้ว
การต่อเติมบ้านจาก 2 หลังเป็นหลังเดียว ในทางฮวงจุ้ยบอกว่า สามารถทำได้แต่ต้องมีการปรับฮวงจุ้ยใหม่ โดยเฉพาะฮวงจุ้ยภายในบ้าน เพราะการซื้อบ้านหลังติดกันแบบบ้านภายในจะเหมือนกัน เมื่อทุบบ้านเป็นหลังเดียวจึงทำให้บ้านมีประตูรั้ว 2 ประตู ประตูบ้าน 2 ประตู บันได 2 บันได ครัว 2 ครัว ทุกอย่างเพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ผิดฮวงจุ้ย
การปรับเปลี่ยนผังภายในบ้าน จึงมีความจำเป็นเพื่อให้บ้านกลายเป็นบ้านหลังเดียว จุดที่มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลง ที่เห็นชัดๆก็จะเป็นประตูบ้านกับบันได ที่ควรจะเหลือแค่ 1 เดียว ข้อบัญญัติในทางฮวงจุ้ยระบุเอาชัดว่า ห้ามมีประตูบ้าน 2 ประตู มีบันได 2 บันไดอยู่ในบ้านหลังเดียว
การต่อเติมบ้าน 2 หลังให้เป็นหลังเดียวอีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ การซื้อบ้านเดี่ยว 2 หลังซึ่งไม่ติดกัน แล้วเชื่อมต่อถึงกัน กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผังภายในของแต่ละหลัง ถ้าการต่อเติมเป็นเพียงการเชื่อมบ้านทั้งสองหลังเท่านั้น วิธีการต่อเชื่อมที่ถูกหลักฮวงจุ้ย อาจแค่ทำแนวทางเดินระหว่าง 2 บ้านก็ได้ โดยเอากำแพงที่กั้นระหว่างกลางออก และใช้ประตูรั้วประตูเดียวร่วมกัน แต่การทำลักษณะนี้ การอยู่อาศัยยังคงแยกกันอยู่คนละหลัง ไม่ใช่หลังเดียว
แต่ถ้ามีการต่อเติมแบบ 2 หลังเชื่อมติดกัน การจัดผังภายในบ้านจะต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ประตูบ้านใหญ่จะต้องกำหนดให้มีได้ประตูเดียว ห้ามมี 2 ประตู ผังภายในก็ต้องขยับตามส่วนที่มีการต่อเติมเพิ่ม ต้องวางผังภายในใหม่หมด เพื่อให้เป็นแบบบ้านเดี่ยวหลังเดียว
การต่อเติมแบบบ้านหลังเดียว จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบบ้านเดิมทั้งสองหลัง ให้มีประตูเข้าเพียงประตูเดียว
มองจากนอกบ้านจะต้องเป็นบ้านหลังเดียว ไม่ใช่สองหลัง
การต่อเติมบ้าน 2 หลังเป็นหลังเดียวนั้น จุดที่ต้องระมัดระวังให้มาก ก็คือ การสร้างความเป็นเอกภาพเดียวกันให้กับบ้าน ทั้งภายนอกและภายใน การต่อเติมจึงต้องเน้นในเรื่องความกลมกลืนให้มาก เพราะถ้าขาดเรื่องนี้แล้ว บ้านจะเสียดุลยภาพ ซึ่งส่งผลให้ฮวงจุ้ยบ้านเสียไปด้วย…
Popularity: 27%
เรื่องศาลพระภูมิ ศาลพระพรหม หรืออนุสาวรีย์ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ในทางฮวงจุ้ยบอกว่า บริเวณศาลจะมีพลังหยินแผ่กระจายอยู่โดยรอบ ไม่เหมาะที่จะสร้างบ้านใกล้กับศาล เพราะพลังหยินจะทำลายพลังโชคลาภ (หยาง) ที่จะไหลเข้าบ้าน ความจริงแล้ว การมีศาลอยู่ใกล้หรือตรงข้ามกับบ้าน ถ้ามองในแง่ดี ก็ถือว่าได้เปรียบบ้านอื่น ตรงที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องคุ้มภัยอยู่ใกล้ ๆ ไม่เห็นจะไม่ดีตรงไหน เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นองค์ใด ย่อมมีเมตตาช่วยเหลือผู้คนมากกว่าที่จะทำร้าย
แต่ที่ตำราบอกว่า ไม่ควรสร้างบ้านใกล้ศาลนั้น คนสมัยก่อนจะมองในประเด็นเรื่องจิตวิญญาณมากกว่า เพราะบริเวณศาลจะมีผู้คนมากราบไหว้มากพร้อมของถวายไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือดอกไม้ บริวาร (ผีเร่ร่อน) ที่อยู่บริเวณนั้น ก็จะมาขอส่วนบุญจากผู้ที่มาไหว้ศาล ทำให้พื้นที่บริเวณนั้น เต็มไปด้วยผีมากมาย โอกาสที่จะเข้ามารบกวนบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ก็มีมากกว่าบ้านหลังอื่น
การแก้ไขตามหลักฮวงจุ้ยสำหรับบ้านที่มีศาลอยู่ตรงข้าม ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีติดยันต์โปวก่วย (กระจกแปดเหลี่ยมเสือคาบดาบ) เอาไว้หน้าประตูบ้าน เพื่อป้องกันวิญญาณร้ายไม่ให้เข้าบ้าน ซึ่งก็เป็นวิธีที่ใช้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
อีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กับมาก ก็คือ ตั้งศาลรับกับศาลที่อยู่ตรงข้าม แต่ควรเป็นศาลประเภทเดียวกัน เช่น ศาลใหญ่เป็นพระพรหม ศาลที่ตั้งในบ้านก็ควรจะเป็นศาลที่อยู่ในสายฮินดู เช่น พระพรหม พระสิวะ หรือพระพิฆเนศ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน ไม่ปะทะกัน
Popularity: 22%






