Archive for the 'แต่งบ้านสวย' Category
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
ช่วงหน้าฝนเช่นนี้หากใครสังเกตดีๆจะได้พบกับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ไม่แรงจ้าจนเกินไปนัก รวมไปถึงแสงแดดยามหลังฝนที่ส่องประกายกิ่งไม้ใบหญ้าพาให้รู้สึกสดชื่น และหากวันที่ดีๆจะมีแสงส่องทำปฏิกิริยาอยู่บนท้องฟ้าที่เราเรียกกันว่าปรากฏการณ์ รุ้งกินน้ำ 7 สีที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างพากันชื่นใจเมื่อได้ยล
แสงแดดหน้าฝนมีผลต่อความร้อนภายในอาคารน้อยกว่าหน้าร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งหากบ้านตั้งอยู่ในทิศทางของการรับแสงเข้าสู่ภายในอาคารได้อย่างสวยงามแล้วละก็ จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวบ้านได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องโถง บันได ระเบียง หรือชานพัก แสงธรรมชาติยังถูกนำมาใช้เพื่อให้ห้องขนาดเล็กดูกว้างใหญ่ขึ้นได้ การเจาะช่องหน้าต่างให้กว้างและมีจำนวนมากก็จะช่วยรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น
เพราะนอกจากหน้าต่างที่กว้างจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติแล้ว ยังเป็นช่องระบายลมให้ภายในบ้านเย็นสบายยิ่งขึ้น อีกอย่างหน้าต่างที่กว้าง ยังจะเป็นตัวนำสายตาให้มองออกไปข้างนอก ไม่ถูกปิดกั้นจึงทำให้บริเวณบ้านดูเหมือนกว้างขึ้น ในอดีตสถาปนิกและนักออกแบบหลายท่านพยายามศึกษาทิศทางของแสงที่ก่อให้เกิดจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกของคนเราอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นโบสถ์ไทยที่เน้นแสงด้านข้างและจากประตูด้านหน้าส่องมายังพระประธาน หรือโบสถ์ฝรั่งสมัยกอธิคที่เล่นกระจกสีกับช่องแสงที่ส่องลงมาบริเวณภายในรอบอาคารที่สร้างความประทับใจในความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
สำหรับแสงธรรมชาติที่สาดส่องมายังอาคารพักอาศัยในประเทศเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตรแถบบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วจะแรงและค่อนข้างจ้ากว่าประเทศทางฝั่งยุโรปที่ขนาดหน้าร้อนแสงแดดก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ผู้คนส่วนมากมักเปิดหน้าต่างหรือช่องแสง ผ้าม่านมารับกับอากาศที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นกัน แตกต่างจากบ้านเราที่ต้องปิดหน้าต่าง ปิดม่านเพื่อกันความร้อนพร้อมๆกับรังสีuv ที่มากับละอองแดดจ้า
แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าแสงแดดบ้านเราจะนำเข้าสู่ตัวอาคารไม่ได้เลย สถาปนิกหรือมัณฑนากรเก่งๆหลายท่านสามารถกักแสงอบอุ่นในหน้าร้อนและหน้าหนาวให้เข้ามาสู่บริเวณพื้นที่ต่างๆภายในบ้านได้อย่างน่าสนใจไม่ต่างไปจากสถาปนิกต่างชาติ
นอกไปจากนี้ลำแสงที่สาดส่องกระทบพื้นผิวต่างชนิดกันช่วยสร้างอารมณ์สุนทรียะที่แตกต่างกันในแต่ละห้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละท่านว่าจะสร้างสรรค์หรือมีไอเดีย ความชอบส่วนตัวอย่างไร ปล่อยอิสระตามจินตนาการของแต่ละท่าน แต่ข้อพึงระวังก็คือพยายามหลีกเลี่ยงแสงในตอนกลางวันที่จ้าเกินไปนัก
ครับ แสงแดดขึ้นทางทิศตะวันออกของโลก หากคุณรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และความงามเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและแถมได้มาฟรีๆ หากคุณรู้จักกักเก็บไว้ ในการทำบ้านให้สว่างบางส่วนด้วยแสงธรรมชาติ นอกจากสร้างสุขอนามัย และประหยัดค่าไฟในตอนกลางวันแล้ว ยังดูโปร่งสบายให้ความสุนทรียะอีกด้วย ซึ่งหากเราสามารถสังเกต กำหนดปริมาณ และเล่นกับทิศทางของแสงได้ จะทำให้บ้านมีชีวิตชีวา และน่าอยู่แตกต่างไปจากความคิดเดิมๆอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามแสงอาทิตย์ยามอัสดงก็ยังคงมีเสน่ห์เช่นกัน
Popularity: 16%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เรื่องของสัดส่วนความสวยงามอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติที่มนุษย์ เราสามารถถอดรหัสเอาความงามนั้นมาใช้เทียบเป็นความงามมาตรฐานสากลจนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
หอยงวงช้าง (Nautilus) นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชาวยุโรปคนแรก Leonardo Pisano ที่ค้นพบความลับกฎเกณฑ์การเรียงลำดับจำนวนสัมพันธ์ในวงก้นหอยในธรรมชาติที่เจริญเติบโตเป็นวงขดอยู่ภายในโครงสร้างของหอยงวงช้าง หรือ Nautilus กระทั่งการขยายตัวกลีบดอกทานตะวัน ซึ่งทฤษฎีการเรียงลำดับอัตราส่วนของ Fibonacci ที่ค้นพบนั้นคือ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55,…. จำนวนทวีคูณที่ได้ของตัวเลขนั้นเกิดจากการบวกกันของคู่ที่อยู่ข้างหน้า โดยอาศัยอัตราส่วนของการเพิ่มจำนวนจะอยู่ที่ประมาณ 1: 1.618 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับสัดส่วนสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากลเช่น Golden Mean ที่เป็นสัดส่วนหนึ่งในจักรวาล1
โครงสร้างสัดส่วนของหอยงวงช้างนั้น คือ logarithmic (คณิตศาสตร์ลอก-อะลิทั่ม=เลขกำลังที่ใช้ในการคำนวณเพื่อช่วยให้การคูณกลายเป็นบวก การหารกลายเป็นลบ เลขสำหรับหาจำนวนจริงจากผลของการบวกหรือลบนี้เรียก antilogarithm) คล้ายคลึงกับสัดส่วนการขดเป็นวงของสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติและสัดส่วนร่างกายของมนุษย์เช่นกัน จะต่างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เราสามารถรับรู้ถึง อารมณ์ ความรู้สึก อย่างกลมกลืนแนบเนียน ในสัดส่วนของธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ ซึ่งใกล้เคียงกับการศึกษาค้นคว้าของประติมากรชาวกรีก Phidias จึงเรียกชื่อตามนามของผู้คิดค้นว่า Phi Phi ซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็นหลักการทาง Physic ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่งในจักรวาล จากทางช้างเผือก (the spirals of galaxies) วงของหอยงวงช้าง (the spiral of a Nautilus seashell) จากความกลมกลืนของเสียงดนตรี (the harmony of music) ความงดงามในศิลปะ (the beauty in art) การเจริญเติบโตของพรรณไม้และกลีบดอก (the growth patterns of flowers and plants) ขณะที่นักฟิสิกส์ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของแสงและอะตอม (the behavior of light and atoms) รวมไปถึงนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นวอลสตรีทที่ค้นพบรูปแบบการขึ้นลงของตัวเลขในตลาดหุ้น (the rising and falling patterns of a market)
ตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ Phi ถูกเฝ้าสังเกตการณ์ถึงปฏิกิริยาที่กระตุ้นต่ออารมณ์ความรู้สึก และสุนทรียภาพ ที่ปรากฏอยู่ภายในจิตใจมนุษย์ ตั้งแต่การก่อสร้างปิรามิดในสมัยอียิปต์ การออกแบบตัวอักษร hieroglyphs บนผนังถ้ำ ขณะที่กรีกนั้นศึกษา Phi ในหลักการทฤษฎีทางหลักคณิตศาสตร์เพื่อที่จะใช้ในงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบพื้นที่ว่างของห้อง รวมทั้งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งปัจจุบัน
และทั้งหมดนี้คือความลับทางความงามในสัดส่วนของธรรมชาติที่ถ่ายทอดสู่หนทางการดำรงชีวิตทั้งที่ประกอบขึ้นเป็นบ้านร้านค้า อาคารสถานที่ต่างๆ สัดส่วนของเครื่องเรือนเครื่องใช้ ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกในความงามของคนเรา ของสรรพสิ่งทั้งหลายปรากฏอยู่รายรอบตัวเราอย่างคุ้นเคย ขึ้นอยู่กับสายตาที่แตกต่างหลากหลายจะมีมุมมองที่ต่างกัน
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความงามที่กล่าวมาข้างต้นมิได้เป็นกฎเกณฑ์ความงามตายตัวตลอดไป เพราะในปัจจุบันกระแสแห่งแฟชั่นด้านการออกแบบได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าโลกาภิวัตน์จะพัดพาเราไปในทิศทางใด ซึ่งยากจะฝืนสภาวะกฎเกณฑ์ใหม่ที่มนุษย์เป็นฝ่ายควบคุมธรรมชาติขึ้นได้ พร้อมๆ กับการสร้างสรรค์ความสวยงามแปลกใหม่ในกระแสวัฒนธรรมแห่งการบริโภควัตถุนิยมตามความพึงพอใจอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง
แต่กระนั้นก็ตามเราก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงอันสะดวกสบายที่สรรหาได้ตามอัตภาพของแต่ละคนครอบครัว และแต่ละสังคมจะพึงไขว่คว้าเพื่อความทันสมัยต่อไป เว้นแต่ว่าบางท่านยังคงพึงพอใจในวิถีธรรมชาติที่ไม่อาจแยกจากและอยากทวนกระแสธรรมชาติมากเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติภัยหวนกลับมาทำลายมนุษย์เป็นระลอกๆเช่น สภาวะโลกร้อน ฯลฯ ด้วยการใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ถนอมทรัพยากรด้วยความเต็มใจ และตระหนักในคุณค่าที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเองเท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือก.
Popularity: 23%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่วางเกะกะหรือจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นเปรียบเหมือนเครื่องประดับและแฟชั่นเสื้อผ้า ราวกับพื้นผนัง เพดานรูปร่างของห้อง ที่อยากมองแบบสวยงาม ธรรมดา มีเสน่ห์ เก๋ หรือ เท่ห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงปรารถนาและความคิดสร้างสรรค์ของมัณฑนากรและเจ้าของบ้าน
บ้านหรือคอนที่เราซื้อทั่วไปเปรียบเสมือนร่างกายที่เปล่าเปลือย จำเป็นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สมกับฐานะ กาละ และเทศะแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เจ้าของบ้านควรเป็นผู้กำหนดรสนิยมตั้งแต่เริ่มต้น หากเราสังเกตรูปร่างคนเราจะแบ่งออกเป็น2 ประเภทหลักใหญ่ๆ คือ คนที่ค่อนข้างท้วมไปจนถึงอ้วน กับคนที่ค่อนข้างผอมจนถึงเก้งก้าง หลัก 2 ประการที่จะแก้ไขให้ดูเหมาะสมและสมส่วนขึ้นคือการแต่งกาย เสื้อผ้าเครื่องประดับ ซึ่งในทางการตกแต่งบ้านก็คือการจัดวางกั้นห้อง ตกแต่งแต่งเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านให้ดูงามเหมาะสมตามสภาพที่เราสามารถแก้ไขได้ เช่น บางครั้งที่ห้องดูใหญ่และกว้างเกินไปเราสามารถจัดแงส่วนของพื้นที่ให้มีฟังก์ชั่นหลากหลายในบริเวณเดียวกัน เช่นเป็นการกั้นห้อง กั้นฉาก หรือจัดวางลักษณะการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลายฟังก์ชั่น ในกิจกรรมของการดำเนินชีวิตประจำวัน
ขณะที่ร่างกายที่ผอมซูบซีดเช่นเดียวกับห้องที่ดูคับแคบ อันนี้ต้องใช้ความสามารถในการแก้ไขเพิ่มพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการพร้อมกับการขยายพื้นที่ด้วยกระจกเงาแล้วจะทำทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป เช่นเดียวราวกับห้องขนาดใหญ่แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรู้จักตำแหน่งติดเพื่อให้ห้องดูกว้างพร้อมกับการยกเพดานให้สูงขึ้นตามสัดส่วนด้วยเช่นกัน คุณก็จะได้ห้องที่ดูกว้างกว่าความเป็นจริงหลังจากถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับออกจากร่างกายทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตามความสามารถดังกล่าวนั้นต้องใช้ความชำนาญและการลองผิดลองถูกบ้างตามสมควร เช่นมีการย้ายสลับสับเปลี่ยนจนกว่าจะลงตัวเข้าที่ก็น่าจะกินเวลาโยกย้าย ขยับขยายให้เข้ามุม ปล่อยพื้นที่ตรงกลางให้ว่างโล่งเอาไว้เป็นทางเดินและความกว้างทางสายตา ปัญหาก็คือห้องที่มีขนานเล็กแต่ต้องการให้ดูกว้าวห้ามกั้นห้องเป็นอันขาด ยกเว้นในทางตรงข้ามที่ห้องกว้างและอยากให้ดูแคบเป็นสัดเป็นส่วน
นอกเหนือจากความกว้างและแคบแล้วปัญหาอีกประการหนึ่งซึ่งไม่สามารถมองข้ามได้คือความสูงและเตี้ยของห้อง ถ้าห้องแคบ สามารถทำให้ดูกว้างได้แล้วแต่ปรากฏว่าดูเตี้ยก็เสียบรรยากาศและขาดสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งโยปกติแล้วห้องกว้าง 4×4 เมตรไม่ควรมีเพดานต่ำกว่า 2.50 เมตรโดยประมาณทั้งนี้คำนึงถึงการระบายอากาศและการคิดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมขนาดเบอร์ 5 ได้อย่างสบายๆใน 1 ตัน
ยกเว้นกรณีที่ท่านสามารถยกเพดานให้สูงกว่าปกติห้องก็จะดูแปลกตาและสามารถตกแต่งฝ้าเพดานได้อย่างหรูหราตามใจชอบ ยิ่งห้องขนาดเล็กกว่าปกติแต่มีเพดานสูงมากก็อาจทำให้ห้องดูมีเสน่ห์และสามารถวางฟังก์ชั่นการใช้งานในทางตั้งได้อย่างสะใจโดยมีบันไดเลื่อนช่วยในการใช้งานได้อย่าสะดวกสบาย ห้องลักษณะนี้อาจเหมาะกับคอนโดหรือทาวน์เฮ้าส์ที่มีครอบครัวใหญ่ต้องการใช้พื้นที่เยอะๆครับ จะได้ไม่ต้องลดระดับเพดานมาให้เท่ากับปกติเพื่อการประหยัดไฟจนเกินไป
แต่สำหรับท่านที่มีห้องที่กว้างขวางอยู่แล้วปัญหาในการแก้ไขก็จะน้อยลง สามารถดลบันดาลความงามได้ตามต้องการแต่อย่าลืมสัดส่วนที่เหมาะสม หรือสัดส่วนสมบูรณ์นะครับ พูดถึงสัดส่วนสมบูรณ์เอาไว้โอกาสหน้าจะพาไปรู้จักที่เรียกกันว่า Fibonacci ตามชื่อที่ค้นพบ เผื่อเอาไว้สำหรับบางท่านจะใช้ประโยชน์จากสัดส่วนดังกล่าวในการใช้สอยหรืออ้างอิง และอย่างน้อยก็เป็นความรู้ในสัดส่วนความงามที่ยังไม่มีใครสามามารถคิดค้นทฤษฎีใดๆมาลบล้างได้ (อย่าลืมเตือนก็แล้วกันนะครับ)
ครับคนเราสูงผอม อ้วนเตี้ย นั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกครับ เราไม่สามารถเปรียบเทียบส้มกับส้มโอได้เพราะว่ามันคนละชนิดกันนะครับต่างคนต่างมีดีคนละอย่างแม้ว่าจะเป็นส้มเหมือนกันเช่นบ้าน เพราะฉะนั้นบ้านเล็กหรือคอนโดใหญ่ก็ยิ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองว่ามีอะไรบ้าง แล้วปรับปรุงแก้ไขโดยไม่นำมาเปรียบกันคุณก็จะเป็นคนมีบ้าน ห้อง เรือนหอ ฯลฯที่สวยและเด่นในแบบฉบับของคุณเองไม่ต้องกังวลใดๆ ทุกคนมีดีต่างกันครับ อันนี้ผมรับประกันได้ จะสวยแบบพลอย เฌอมาลย์ หรือว่าจะงามแบบนางสาวไทย ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย เป็นมุมมองของผู้ชม เช่นเดียวกับประโยคเด็ดของการชื่นชมงานศิลปะที่ว่า “Arts is in the eye of beholder” ความงามทางศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับสายตาและประสบการณ์ของผู้ดูที่ชอบไม่เหมือนกัน มีทั้ง แบบเหมือนจริง นามธรรม หรืองานแบบติดตั้งกับทีที่เรียกว่า (Installation) ไงครับ การติดตั้งรูปภาพบนฝาผนังจึงต้องพิถีพิถันทั้งความสุนทรียและภาพรวมของห้อง ในขนาดเดียวกันมีทั้งระดับล้านบาทถึงร้อยบาทแล้วแต่รสนิยมส่วนตัวไงครับ
เกริ่นมานานขอวกกลับเข้าเรื่องเข้าราวของการตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับตกแต่งบ้านที่เปรียบดังเสื้อผ้าเรื่องประดับกันตอนจบของบทสรุปแล้วกันครับว่า ห้องเล็กอย่าให้ดูรก และห้องใหญ่อย่าให้ดูโล่งเกินไป จะทำให้ดูขาดและเกินจนเกินไปแล้วจะส่งผลต่อการอยู่อาศัยที่อาจไม่สบายเท่าไหร่นัก ยกเว้นรสนิยมของคุณมีความแตกต่างจากปกติชนทั่วไป อันนี้ว่ากันไม่ได้ครับ บางสิ่งบางอย่ง บางเรื่องบางตอนก็หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันครับ นั่นคือสาระขอองจิตใจของใครบาคนที่มีลักษณะแตกต่างจากปุถุชนทั่วไปและแตกต่างจากทฤษฎีทั่วไปในการแต่งบ้านเพื่ออยู่อาศัยครับ
Popularity: 20%
แต่งบ้านสวย ฉบับนี้ ยังคงย้อนยุคสไตล์การตกแต่ง ที่เป็นแบบอย่างมัณฑนศิลป์ ของศิลปะฝรั่งเศส (French Decorative Periods) ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามรัชสมัยของกษัตริย์แต่ละพระองค์โดยตรง แต่เปลี่ยนแปลงไปโดยอิทธิพลของสมัยแห่งศิลปะ ซึ่งจัดตามสมัยของศิลปะได้ดังนี้
RENAISSANCE
ลักษณะห้องมีขนาดกว้างใหญ่ ดูมืดทึม ผนังส่วนมากฉาบปูน ทาสี และเขียนลวดลายเป็นสีหรือตกแต่งด้วย CORDOVAN LEATHER คือการตกแต่งด้วยแผ่นผนังสัตว์ซึ่งมีวิธีการทำ และลักษณะลวดลาย มาจากเมือง CORDOVAN ประเทศเสปน ในสมัยยุคกลาง ซึ่งใช้แผ่นหนังสัตว์มา ตอก แกะ หรือ เซาะเป็นลวดลาย ฝังลายทอง หรือตกแต่งผนังด้วยพรม ที่ทอด้วยมือ ซึ่งใช้กันในสมัยโกธิค มักทอเป็นเรื่องราว มีรูปคน สัตว์ ประกอบอยู่ด้วย การเข้าไม้ผนังแบบของยังคงแต่งด้วยสีสดใสตามแนวตัวคาน ตราประจำราชวงศ์ หรือ ตระกูล ลายกรอบลักษณะรูปไข่ พื้น กระเบื้องสี หินสี หรือ ไม้แล้วแต่สภาพวัสดุท้องถิ่นเอื้ออำนวย
เครื่องเรือนในสมัย RENAISSANCE ของฝรั่งเศส ห้องต่างๆ ในปราสาท มีเครื่องเรือนน้อยชิ้น เครื่องเรือนมีขนาดเทอะทะใหญ่โต และมีลักษณะโครงสร้างตามลักษณะโกธิคเป็นส่วนใหญ่
BAROQUE
สมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถือว่าเป็นยุคทอง ซึ่งเป็นระยะที่แสดงออกของเอกลักษณ์ของสกุลช่างฝรั่งเศสอย่างแท้จริง มีความสง่างามและหรูหราที่สุดการตกแต่งยึดลักษณะอันสวยงามจากสถาปัตยกรรมแบบโบราณ ตกแต่งผนังด้วยกรอบไม้สี่เหลี่ยม เนื้อที่ห้องมีขนาดใหญ่โต เครื่องเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการตกแต่งด้วยการแกะสลักลวดลายอย่างหรูหรา และใช้สีตัดกันอย่างรุนแรง ส่วนโค้งที่ใช้เขียนโดยเครื่องมือ คือวงเวียน
ศิปะการตกแต่งที่เป็นสมัยบาโรค คือ พระราชวังแวร์ซายส์ ห้องโถงมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งออกแบบไว้เพื่อต้อนรับแขกจำนวนมากในงานราชพิธีของกษัตริย์ และ เพื่อให้ห้องนี้เป็นที่รวมลักษณะของผลงาน และเพื่อแสดงถึงความโอ่อ่าหรูหราวิจิตพิสดารแห่งยุคบาโรคของฝรั่งเศส การออกแบบที่มโหฬารการตกแต่งที่มีลวดลายขนาดใหญ่ซึ่งมีลายละเอียด การใช้วัสดุอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย และการใช้ช่างฝีมือ จำนวนมากมาย ในห้องโถงมีส่วนประกอบที่ถาวรเช่น ผนัง เพดาน ประตูและหน้าต่าง เหล่านี้เน้นในเรื่องการพิถีพิถันที่สุด ส่วนสิ่งที่เคลื่อนย้ายได้แต่ละเครื่องเรือนนั้นให้ความสำคัญเป็นอันดับรองลงมา ด้วยเหตุนี้เครื่องเรือนจึงถูกจัดวางไว้ตามริมฝาผนัง ปล่อยเนื้อที่ส่วนกลางไว้ให้ว่างเปล่า การตกแต่งผนังและเพดาน ส่วนใหญ่เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ ไม้แกะลวดลาย พรมทอเป็นรูปภาพ ผนังไม้ลูกฟัก และกระจกเงา
ลักษณะของสถาปัตยกรรมยึดขนาด สัดส่วนและวิธีการของโบราณอันสวยงามไว้ และตกแต่งฐานเสา และคานเหนือเสาลวดลายโลหะชุบทองอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ในห้องทั่วๆไปใช้หินอ่อนทำเสาและผนัง ในส่วนที่ประทับส่วนพระองค์ตกแต่งผนังเป็นไม้ทั้งหมด มีเสาตั้งบนพื้นหรือบนฐานรับเสาซึ่งจะยึดความสูงของฐานเสาเป็นระดับตกแต่งหนังเป็นไม้ทั้งหมด มีเสาตั้งบนพื้นหรือบนพื้นหรือบนฐานรับเสาซึ่งจะยึดความสูงของเสาเป็นระดับตกแต่งผนังส่วนล่างตลอดรอบห้อง การแบ่งช่วงผนังกำหนดให้มีส่วนกลางให้มีความสำคัญมีเนื้อที่ใหญ่ประกอบด้วยผนังขนาดเล็กเท่าๆกันอยู่สองข้าง ช่วงเพดานจรดผนังห้องโค้งลงโดยมีบัวรับบนแท่น บัวหัวเสาเพดานส่วนโค้งรอบห้อง
ผนังทั่วไปตกแต่งโดยการเขียนภาพประวัติศสาสตร์ ภาพจากตำนานหรือนิยาย โบราณการตกแต่งผนังอีกลักษณะหนึ่งซึ่งแสดงถึงความหรูหราและฟุ่มเฟือยน้อยที่สุดในระยะนั้นคือการตกแต่งด้วยกระจกเงาขนาดใหญ่และมีกรอบตกแต่งอีกมากมาย ส่วนผนังที่เป็นไม้ ใช้ไม้โอ๊คประกอบด้วยบัวขนาดใหญ่และลวดลายอย่างละเอียด ลักษณะกรอบรูปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีส่วนบนเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมหรือส่วนของวงและบางห้องมีการเขียนภาพคนหรือดอกไม้ในกรอบนั้น ส่วนบนและสัดส่วนล่างของกรอบแกะสลักลวดลาย มีการตกแต่งส่วนกลางของกรอบด้วยลวดลายรูปวงกลมเป็นลักษณะกรอบล้อมสัญลักษณ์หรือตราประจำห้องต่างๆ ผนังไม้ส่วนใหญ่มีการทาสีผนังด้วยสี ขาวหม่น (OFF WHITE) และตกแต่งให้หรูหราด้วยลวดลายชุบทองเด่นชัด การตกแต่งลักษณะนี้กลายเป็นลักษณะเฉพาะของผนังไม้ในพระราชฐานของกษัตริย์คำว่า บัวเชอร์รี (BOISERIE) ในภาษาฝรั่งเศส และใช้เรียกกันตลอดมา
ประตูหน้าต่างตกแต่งด้วยบัวรอบวงกบโดยใช้บัวขนาดใหญ่ชัดเจน เหนือประตูทั่วไปตกแต่งให้หรูหราด้วยไม้แกะลวดลายตัวเป็นรูปเทวบุตรประกอบด้วยลวดลายช่อดอกไม้ล้อมรอบเป็นกรอบรูปเขียนสีบุคคลสำคัญ เตาผิงมีขนาดใหญ่โตสง่าเป็นจุดเด่นของห้อง ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีต่างๆ ประกอบด้วยลวดลายแกะสลักอย่างหรูหรา เหนือเตาผิงมีกระจกเงา หรือบัวลูกฟักทาสีล้อมรอบกรอบด้วยลวดลายตามสถาปัตยกรรมอย่างหรูหรา พื้นเป็นไม้โอ๊คปาร์เก้ทำลวดลายตามขนาดของห้อง หรือ เป็นหนี้เป็นหินอ่อนแผ่นสี่เหลี่ยมสลับสีขาวและดำ ปูทับด้วยพรมขนยาวทอเป็นลวดลายกลมกลืนกับขนาดและลวดลายของห้องแต่ละห้องโดยเฉพาะ
เพดานฉาบปูนทาสีตกแต่งลวดลายกลมกลืนโดยรอบจรดผนังทั้งสี่ด้าน ส่วนของเพดานตรงกลางห้องเขียนเป็นมีรูปเทวดาประกอบกับไฟห้อยกลางห้องซึ่งเป็นแก้วระย้าหรือโคมห้อยซึ่งทำด้วยไม้แกะลวดลายนอกจากมีการให้ความสว่างด้วยโคมระย้าห้อยที่กลางเพดานแล้ว มีการใช้ไฟติดผนังและเชิงเทียนขนาดใหญ่ตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มความสว่างในห้องอีกด้วย
ลักษณะของลวดลายที่ใช้มีทั้งผูกขึ้นมาเองและเลียนแบบจากธรรมชาติ เช่น ลายเครือเถา ลายใบไม้ ดอกไม้ หน้าคน และลวดลายที่ใช้ประจำ คือ เครื่องหมายประจำพระองค์ของกษัตริย์ ซึ่งใช้การแกะสลัก ตราประจำพระองค์ของหลุยส์ที่ 14 LS ออกแบบเป็นอักษรตัวเขียนไขว้กันอยู่ในกรอบรูปประดับอยู่เหนือประตูหรือหน้าต่างหรือในช่วงกึ่งกลางของการตกแต่งผนัง ตราประจำพระองค์ คือ ดวงอาทิตย์มีรัศมีส่องผนัง เครื่องเคลือบดินเผาจากภาคตะวันออก งานประติมากรรมหรือหินอ่อน รูปเขียนใหญ่หรือภาพเหมือนครึ่งตัวและการห้อยพรมทอเป็นภาพขนาดใหญ่ตกแต่งผนังอย่างหรูหรา
REGENCY
สมัยนี้สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในเริ่มทำกันอย่างประหยัดลงมาก ขนาดของห้องที่ใหญ่โตยังคงทำกันอยู่ แต่การใช้เส้นโค้งอย่างอิสระมากมายแทนการใช้เส้นโค้งของวงกลม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นชัดของสมัย รีเยนชี การเปลี่ยนแปลงวิธีใช้เส้นโค้งนี้นำมาใช้ในการตกแต่งผนังและเพดานด้วย ระยะนี้เป็นช่วงเวลาสั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงของ หลุยส์ 14 เป็น หลุยส์ 15 จึงไม่มีลักษณะที่เด่นชัดนัก
NEOCLASIC
เป็นสมัยของหลุยส์ที่ 16 ยึด เป็นสมัยที่ย้อนกลับมายึดแนวการนิยมลักษณะธรรมชาติและลักษณะอันเรียบง่าย การออกแบบที่อาศัยเส้นตรงและความโค้งที่แน่นอนจากเครื่องมือ (วงเวียน) มีการฟื้นฟูนำเอาลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบโบราณมาใช้อีก
การตกแต่งในสมัย NEOCLASSIC ยึดลักษณะความสวยงามมีเสน่ห์ของลักษณะแบบโบราณ ลวดลายแกะสลักลวดลายปั้น มีขนาดพอเหมาะงดงาม และมีการใช้อย่างพอเหมาะพอควร ไม่มากมายเกินไป ลักษณะของลวดลายเป็นการเลียนแบบธรรมชาติภาพอุปมาอุปมัย เพื่อให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับจิตใจ และจากแนวโน้มที่มีการตกแต่งอย่างประหยัดลง ผนังส่วนใหญ่จึงตกแต่งทาสีและปิดกระดาษ (WALL PAPER) หรือห้อยผ้าเท่านั้น
เครื่องเรือนในสมัย NEOCLASSIC มีความเด่นชัดของการใช้ลักษณะเส้นตรง เป็นหลักสำคัญในการออกแบบโดยเฉพาะ ขามีลักษณะตรงเรียว กลม และมีส่วนหัวเหลี่ยม และแกะลายดอกไม้ลงในส่วนเหลี่ยมนั้น โดยให้ลึกจากความสูงของผิวไม้เล็กน้อย ตู้ทั่วไป จะยึดหลักเหลี่ยมผืนผ้าทั้งด้านหน้า และด้านข้าง และมีกรตกแต่งลบมุมต่างๆ ด้วยส่วนโค้ง แกะลายรูปดอกไม้กลมๆหน้าโต๊ะและขอบโต๊ะทั่วไปใช้เส้นตรง กรอบที่นั่งเก้าอี้มีลักษณะตรงหรือวงรี พนักพิงมีรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือรูปไข่ ชนิดห้อยผ้าเป็นซุ้มจากเพดานก็ยังคงมีทำกันบ้างในสมัยนี้ โต๊ะทั่วๆไปจะมีหน้าโต๊ะเป็นหินอ่อนส่วนโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเขียนหนังสือ จะกรุด้วยหนัง
ไม้ที่ใช้ในสมัยนี้ ยังคงมีการเล่นลายไม้ด้วย VENEER มีการเริ่มใช้มะฮอกกานี ไม้มะเกลือ เป็นที่นิยมกันมาก การทาสีเครื่องเรือนถือว่าเป็นลักษณะธรรมดา และการลงแลคเกอร์ แบบจีน เป็นที่นิยมและถือว่าเป็นวิธีการที่ มีค่า
REVOLUTION & DIRECTOIRE
ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงทางศิลปะ เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ลักษณะที่เห็นเด่นชัดในสมัยนี้ คือการหยิบนำเอาสัญลักษณ์ต่างๆ ทางการทหารมาใช้ประกอบกับลวดลายและการเขียนภาพจิตรกรรมเกิดความ ดลใจมาจากอาวุธยุทโธปกรณ์ และเครื่องหมายของกองทัพและทหาร เช่น หอก กลอง แตร ปืน ตาว และหมวกของข้าศึกและทหารในสงครามปฎิวัติ
การตกแต่งผนังยังคงใช้ตามเดิม แต่ทำลายละเอียดของโครงสร้างให้ง่ายมากขึ้น การตกแต่งด้วยการแกะสลักมีน้อยมาก การเขียนภาพตกแต่งยึดลักษณะเดิมโดยมีเรื่องราวของคนในสภาพสิ่งแวดล้อมหยาบๆ ผนังมีการทาสี หรือติดกระดาษฝาผนัง รายริ้ว เป็นแถบๆ ผนังบางแห่งมีการตกแต่งด้วยการห้อยผ้าโดยมีลายชนิดเดียวกันติดบังราวอยู่ตอนบนของม่าน ผ้าที่มีลายพิมพ์ก็จะใช้ลายเกี่ยวกับเรื่องราวสงครามปฎิวัติการปกครองเสมอ ผ้าพิมพ์ลายพวกนี้จะใช้ทั้งเป็นผ้าม่านและผ้าหุ้มเก้าอี้
เครื่องเรือนของสมัย DIRECTOIRE เริ่มแสดงให้เห็นลักษณะโครงสร้างโดยเด่นชัดซึ่งได้รับแบบอย่างมาจากเครื่องเรือนของกรีกโบราณ เช่น พนักพิงของเก้าอี้ ทำให้เอนและม้วนออกไปทางด้านหลัง และการทำท้าวแขนของโซฟาให้โค้งม้วนออกทางด้านนอก เก้าอี้ส่วนใหญ่มีขาหน้าโค้งออกไปช้างหน้า และขาหลังโค้งออกไปทางด้านหลัง โครงสร้างและการตกแต่งเครื่องเรือนอีกลักษณะหนึ่ง คือ ทำรูปหัวอียิปต์ หรือหัวชาวกรีก เป็นหัวของเสาเหลี่ยมเรียวลง และปลายเสาทำเป็นเท้าของคน
EMPIRE STYLE
สมัย ของนโปเลียน (NAPOLEON) ลวดลายอียิปส์เป็นหลัก ประกอบด้วย ลักษณะของกรีก โรมัน ในงานสถาปัตยกรรม การตกแต่ง และเครื่องเรือนเรียกว่าเป็นลักษณะ EMPIRE STYLE เกิดขึ้นจาการที่นโปเลียนได้รับชัยชนะและประกาศตัวเป็นจอมจักพรรดิ์ แห่งฝรั่งเศส ลักษณะสำคัญของสมัย EMPIRE นี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ความใหญ่โตทางการเมือง เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมืองทั่วยุโรปที่เกิดขึ้น ศิลปินช่างฝีมือทั้งหมดทั่วยุโรป ตื่นตัวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลง มีการผลิตผลงานทางศิลปะกันอย่างเสรีตามใจชอบ การเคลื่อนไหวของการออกแบบเกิดขึ้นพร้อมกันและดำเนินไปพร้อมกับการผลิตทางโรงงาน ในลักษณะอุตสาหกรรม โดยยึดหลักสำคัญแห่งการผลิตที่รวดเร็วของโรงงานและคนงาน จึงทำให้มีแม้แต่สิ่งที่ประหยัดมากกว่างานที่มีคุณค่าทางศิลปะ ผลงานในสมัยเอมไพร์จึงเป็นผลงานทางศิลปะฝรั่งเศสรุ่นสุดท้ายที่เรียกว่า “ ของโบราณเก่าแก่” ที่แท้จริง
เครื่องเรือนสมัยเอมไพร์ การออกแบบเครื่องเรือน จับลักษณะแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่อยู่ในวงกรอบแห่งความประหยัดในการสร้างหรือผลิต การทำโครงส้างที่ถูกลง คุณภาพของวัสดุที่ใช้ต่ำลงและมีลวดลายน้อลลง แต่ก็ยังที่จะให้มีส่วนแห่งวิญญาณของศิลปะโบราณประกอบอยู่บ้าง เช่น การใช้ลวดลายโลหะชุบทองประดับตกแต่งลงบนแผ่นไม้ รูปร่างทั่วไปมีลักษณะแข็งแกร่งบึกบึน ถ่ายทอดความเป็นบุรุษเพศลงในเครื่องเรือน มีความเรียบง่าย มีสัดส่วนแข็งหนักแน่น มีรูปนอกของเส้นอันแข็งแรง เหลี่ยมมุม ชัดเจน ดูแหลมคม มีความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงดุจเสาหิน ลดบัวและการแบ่งเนื้อที่ด้วยกรอบผนัง เครื่องเรือนใช้งานทั่วไป จะทำเป็นลายไม้เห็นลายเส้นเนื้อไม้ขัดมันด้านบน ด้านข้างเท่านั้น เน้นการสมดุลเป็นหลักในการออกแบบทั่วไป การตกแต่งด้วยลวดลายโลหะชุบทองบนผิวเนื้อไม้มีใช้ทั้งเครื่องเรือนและของใช้สอยทั่วไป
ลักษณะใหม่ของเครื่องเรือน 2-3 ชนิด ที่เกิดขึ้นในระยะนี้ คือ โต๊ะกลม หรือ 8 เหลี่ยม ทำด้วยหินอ่อนซึ่งมีขาตรงกลางขาเดียว มนฐานรูปสามเหลี่ยม โต๊ะบางแบบมี 3 ขา ใช้วัสดุประกอบกันระหว่างไม้และโลหะ ทำขึ้นโดยลอกเลียนแบบจากปอมเปอี เตียงในสมัยเอมไพร์ ทั่วไปออกแบบให้ด้านข้าง ด้านหนึ่ง ติดผนัง และเรียกว่าเตียงเรือ 2 เสา ด้านหลังที่ติดผนังจะสูงกว่า 2 เสา ด้านหน้า และทำยอดเสาเป็นรูปแจกัน แผงหัวและปลายเตียงบางแบบเป็นส่วนโค้งของวงกลม เก้าอี้ โซฟา ใช้ลักษณะขาโค้งแบบกรีก คือขาหน้าตรง ขาหลังโค้ง เก้าอี้บางตัว ขาหน้าและขาหลังโค้งออกด้านนอก การบุเบาะนั่งมีการใช้สปริงส่วนหน้าบนของคอนโซล มีทั้งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือครึ่งวงกลมกระจกตั้งพื้น มีการยึดแบบติดแกนกลางปรับมุมได้ ไม้ที่ใช้มาก คือไม้ฮอกกานี ไม้เกาลัด และไม้ต้นสน มีการฝังลายเนื้อไม้ด้วย เงินและโลหะหลายชนิด และการแกะเซาะร่อง.
Popularity: 18%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เมื่อพูดถึงในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา มีอยู่สไตล์หนึ่งซึ่งแม้กระทั่งนักออกแบบหรือมัณฑนากรแทบไม่ค่อยรู้จัก หรือมักนำมาใช้ในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา และเท่าที่ทราบก็ยังไม่ค่อยมีท่านใดนำมาประยุกต์ใช้ อาจเนื่องด้วยรายละเอียดของงานและการประดิดประดอยทำได้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยช่างปั้นบัวที่เก่งฉกาจมากจึงจะออกมาได้สวยงาม สไตล์ที่กล่าวถึงนี้มีชื่อเรียกว่า โรโคโค ที่อยู่ในช่วงราวพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเทียบเคียงได้กับสมัยอยุธยาเลยทีเดียว นับเป็นยุคทองของฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในแถบยุโรปหันมาตกแต่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชวัง ปราสาท และคฤหาสน์ต่างๆ เราลองมาทำความรู้จักคุ้นเคยกับสไตล์ที่ว่ากันสักเล็กน้อยด้วยการย่อยข้อมูลและประวัติความเป็นมา ลักษณะเครื่องเรือนและการตกแต่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีใครสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านของท่าน
ศิลปะโรโกโก ROCOCO
ประวัติทั่วไป ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของยุโรป
กล่าวคือ คำว่า “Rococo” นี้มาจากคำว่า “Rocille” (Shell Shape) ซึ่งเป็นลายแม่บท (Motif) ที่นิยมกันมากในการตกแต่งประดับประดาของบาโรค และเมื่อคำว่า “Rocaille” นี้มาผสมกับคำว่า “Baroco” ในภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “Baroque” เลยกลายเป็นคำว่า “Rococo” คำนี้เริ่มใช้โดยนักประวัติศาสตร์ประมาณปี ค.ศ.1730-1840 เพื่อเรียกช่วง (Phase) สุดท้ายของบาโรคในระยะเวลาประมาณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1720 ถึง 1770/80 กว่าๆ กล่าวคือ จนถูกนีโอคลาสสิคซิสม์ลบล้างลง และคำนี้ใช้กับงานศิลปะทุกแขนงรวมทั้งสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง
แม้ว่าคำว่า “Rococo” นี้จะเริ่มต้นมาจากมัฑนศิลป์ (Decortive Arts) ก่อนก็ตามและ “Rococo Style” บางครั้งก็เรียกว่า “Style of Louis XV” อันเป็นการสะท้อนถึงรสนิยมในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส (ค.ศ. 1715- ค.ศ. 1774) รูปทรง (Form) ที่อวบอิ่มและค่อนข้างหนักของบาโรค เริ่มเปลี่ยนเป็นรูปทรงตรงโปร่งบางเบาและงดงามโปร่งบาง (Elegant) รูปทรงแบบตัวเลข (S) ยิ่งผอมสูงยิ่งขึ้น และการประดับประดาลวดลายต่าง ๆ จะได้รับการออกแบบโดยใช้รูปทรงหลายประเภทผสมกันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกหอย กิ่งไม้ ก้อนหิน เป็นต้น
รวมทั้งรูปทรงที่สะท้อนถึงความสนุกสนานบันเทิงใจอันเป็นลักษณะของสมัยนั้น รูปแบบโรโคโคนี้เป็นรูปแบบของการประดับประดา (Ornamental Style) ที่บางเบาผิวเผินบนพื้นผิวมากกว่าที่เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนงอกออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของอาคารแบบบาโรค ในทางสถาปัตยกรรมรูปแบบบาโรคที่แสดงออกถึงอารมณ์ ซึ่งมีการิโน การินิ (ค.ศ.1625-ค.ศ.1667) เป็นต้นกำเนิดถูกแปรเปลี่ยนไปตามรสนิยมของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมาผสมผสานกับระบบการตกแต่งประดับประดาของฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 คือ โรโคโค เมืองเวียนนา ในประเทศออสเตรีย และภายใต้ของประเทศเยอรมันเป็นผู้นำในสถาปัตยกรรมโรโคโค นอกเหนือจากฝรั่งเศสผู้เป็นต้นตำหรับ ซึ่งจะเห็นได้จากการนำเอางานจิตรกรรม ประติมากรรมมัณฑนศิลป์สาขาต่าง ๆ มาผสมผสานกันกับสถาปัตยกรรมจนเกิดผลรวมทั้งหมดที่หรูหราวิจิตรพิสดารและมีชีวิตชีวา ในผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกโรโคโคพวกนี้โดยทั่วๆ ไปเราจะสังเกตได้ว่ามีการจัดแปลนที่ประสานกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ เช่น สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ ถนนหนทาง เป็นต้น และการออกแบบแปลนและรูปด้านที่ประสานกลมกลืนกัน
ในระยะแรกความสำคัญของศิลปะโรโคโคอยู่ที่การตกแต่งและการประดิษฐ์ลวดลายประดับอาคารและอื่นๆ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะบาโรกของอิตาลี ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการสร้างพระราชวังแวร์ซาย ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่างชาวฝรั่งเศสได้ดัดแปลงความละเอียด ความโอ่อ่าหรูหราตลอดจนเส้นและรูปทรงที่โค้งฉวัดเฉวียน แต่ยังคงความแข็งแรง แน่นทึบของมวลปริมาตรอยู่ ให้มาเป็นความนุ่มนวล อ่อนหวาน บอบบางมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะปรากฏให้เห็นทั้งงานวิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์
ROCOCO PERIOD 1730-1760 สมัยของระยะพระเจ้าหลุยส์ที่15 (1723-1774) เป็นระยะเวลาที่ศิลปะและการตกแต่งทำกันอย่างประหยัดลงขนาดของห้องและลักษณะของเครื่องเรือนเล็กลงและการตกแต่งมีความเว้าโค้งอ่อนไหวมาก สีที่ใช้ก็อ่อนๆนุ่มนวล มีลักษณะของสตรีเพศแฝงอยู่ตัดลักษณะเสาของสถาปัตยกรรมโบราณออกและมีอิทธิพลของทางตะวันออกมากขึ้น
การตกแต่งสมัยโรโคโคนี้เป็นที่เข้าใจว่าหลุยส์ที่ 15 ให้ความสำคัญในการตกแต่งภายในมากกว่าสถาปัตยกรรม คำว่า ROCOCO คือคำว่าที่รวมความหมายในภาษฝรั่งเศส ระหว่างคำว่า ROCAILLE ซึ่งหมายถึง หิน คำที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ และคำว่า COQUILLE ซึ่งหมายถึง หอย ฝาหอย จึงทำให้ลวดลาย หลักที่ใช้ในสมัยนี้มีลายฝาหอยเป็นสำคัญ การออกแบบในสมัยนี้ยึดหลักความเหมาะสม ความสะดวกสบายด้านการใช้สอยของมนุษย์เป็นหลักสำคัญห้องต่างๆมีขนาดเล็กลงและเพิ่มการแบ่งสัดส่วนของเนื้อที่ให้ได้รับประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการต่างๆ เช่น ส่วนที่เป็นกลางซึ่งใช้รวมกันและส่วนที่เป็นบริเวณส่วนตัวโดยเฉพาะ มีการจัดห้องรับรองสำหรับใช้ฤดูหนาวและฤดูร้อน ห้องสมุดส่วนพระองค์ ห้องนั่งเล่น ห้องพักผ่อน ห้องเล่นเกม ห้องดื่มกาแฟ ห้องดนตรี ห้องนอนและห้องแต่งตัว ซึ่งทุกอย่างเหมือนการจัดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยกเว้นห้องน้ำ มีส่วนลับเฉพาะสำหรับส่วนตัวจริงๆซึ่งซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้า โดยต้องเข้าทางตู้เสื้อผ้าหรือเจาะช่องเข้าทางผนังห้องซึ่งตกแต่งไว้ แต่ไม่เน้นเป็นประตู
การตกแต่งแบบโรคโคโค ซึ่งมีการใช้เส้นโค้งเว้าอย่างอิสระ (CURVILINER) นั้นแสดงออกให้เห็นลักษณะลวดลายซึ่งเลื้อยไหลในส่วนลายละเอียดมีลักษณะของเปลวไฟ ลักษณะของห้องดู มีเสน่ห์ การตกแต่งผนังส่วนใหญ่เป็นไม้ ระหว่างช่วงที่ผนังชนเพดานมีเพียงบัวประกอบมุมเท่านั้น ลดช่วงขนาดของการตกแต่งผนังให้เล็กลง ส่วนบนและส่วนล่างของกรอบที่ใช้ตกแต่งผนังเป็นไม้แกะลายเส้นเหมือนขอบริมฝีปากของผู้หญิงหรือเป็นเส้นโค้งเว้าต่อเนื่องกัน ตามมุมกรอบที่ตกแต่งผนังมีลักษณะสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวตั้งเพื่อประกอบความสูงของห้อง ไม่มีการใช้กรอบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสเลย
ในผนังด้านหนึ่งมีการแบ่งเป็นกรอบเล็กกรอบใหญ่ประกอบกันไป รวมทั้งผนังที่ตรงข้ามกัน มีการประกอบลวดลายและเดินเส้นทองเขียนตกแต่งช่วงกลางกรอบด้วยลายเครือเถาวัลย์สีนุ่มนวล ส่วนที่อยู่อาศัยทั่วไปก็เพียงแต่ทาสีเท่านั้น ในบางห้องใช้ไม้โอ๊คสีธรรมชาติลงขี้ผึ้งขัดเนื้อไม้เป็นพื้น และในบางห้องก็ทาสีอ่อนๆ เช่นสี ชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เป็นต้น ในระยะนี้มีการห้อยผ้าทอเป็นภาพตกแต่งผนังซึ่งเป็นส่วนที่เด่นของห้องหรือที่ประหยัดกว่าก็ใช้ผ้าไหมเขียนภาพห้อยตกแต่งผนังแทน ส่วนที่ใช้ในการตกแต่งผนังอย่างอื่นก็มี เช่น กระจกเงา เชิงเทียน เตาผิงทำด้วยหินอ่อน ชั้นขอบเหนือเตาผิงมีลักษณะโค้งเว้า
ลักษณะนี้รวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย ช่วงเหนือเตาผิงตกแต่งด้วย ไม้แกะสลัก กระจกเงา หรือภาพเขียน ส่วนผนังด้านตรงข้ามรวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย เหนือโต๊ะคอนโซลตกแต่งด้วยกระจกเงาเพื่อสะท้อนแสงสว่างจากโคมระย้าที่ห้อยอยู่ตรงกลางห้อง หน้าเตาผิงมีแผ่นเหล็กตกแต่งด้วยลวดลายทองแบบโรคโคโคเพื่อบังแสง ลูกไฟและกระจายความร้อน ลวดลายที่อยู่บนผ้าที่ใช้ในการตกแต่งมีขนาดเล็กลง มีลายรูป ริ้วแถบผ้า ช่อดอกไม้ ลายฝาหอย ประกอบกับลวดลายโค้ง เว้า กลมกลืนกับความโค้งของเส้นรอบบัวที่ตกแต่งผนังและมีการใช้ผ้าฝ้ายพิมพ์ลวดลายกลุ่มใหญ่โดยใช้สีแดง น้ำเงิน เขียวและสีไข่ไก่ ลงบนผ้าพื้นสีขาว หน้าต่างห้อยม่านสีอ่อนๆ พื้นไม้ปาร์เก้สี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับสีด้วยไม้ต่างชนิดกัน ส่วนที่เป็นห้องโถงส่วนกลางปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยม แล้วปูด้วยพรมชนิดหนาลวดลายโรคโคโค สีนุ่มนวล
ศิลปโรโคโค (ภาษาอังกฤษ:Rococo) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า "ศิลปแบบหลุยส์ที่ 15" (Louis XIV Style) ศิลปโรโคโคเริ่มพัฒนามาจากศิลปฝรั่งเศส และการตกแต่งภายในเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 ห้องที่ออกแบบแบบโรโคโคจะเป็น เอกภาพ คือทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกันอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่จะอิสระต่อกัน คือไม่มีสิ่งใดในห้องนั้นที่นอกแบบออกมา ภายในห้องจะมีเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราและอลังการ รูปปั้นเล็กๆแบบประดิดประดอย ภาพเขียนหรือกระจกก็จะเป็นกรอบลวดลาย และพรมแขวนผนัง ที่ถ้าแยกอะไรออกมาก็จะทำให้ห้องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ศิลปโรโคโคมาแทนด้วยสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิคและบาโรค
สไตล์โรโคโคเริ่มขึ้นจากงานมัณฑนศิลป์และศิลปะการตกแต่งภายใน ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปลายรัชสมัยการตกแต่งอย่างหรูหราแบบโรโคโคก็เริ่มเบาขึ้น มีเส้นโค้ง และลวดลายเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดได้จากผลงานของ นิโคลัส พินเนอ (Nicholas Pineau) ระหว่างสมัยรีเจนซ์ (R?gence) ชีวิตราชสำนักก็เริ่มย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โรโคโคก็มีรากฐานมั่นคงขึ้นโดยเริ่มจากงานในวังหลวงแล้วขยายออกมาสู่งานสำหรับชนชั้นสูง ลักษณะอ่อนไหวและขึ้เล่นของโรโคโคทำให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อของรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยแท้ราวประมาณปี ค.ศ. 1730 เป็นระยะที่ศิลปโรโคโครุ่งเรืองที่สุดในประเทศฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมลักษณะนี้เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลต่อศิลปะแขนงอื่นๆด้วย เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์ จะเห็นได้จากงานของ ฌอง อองตวน วัตโตว์ (Jean-Antoine Watteau) และ ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Fran?ois Boucher) ศิลปโรโคโคยังรักษาลักษณะบางอย่างของศิลปบาโรกเช่นความซับซ้อนของรูปทรง (form) และความละเอียดลออของลวดลาย แต่สิ่งที่โรโคโคจะแตกต่างกับบาโรกคือจะผสมผสานลักษณะอย่างอื่นเข้ามาด้วย รวมทั้งศิลปะจากทางตะวันออกโดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น และองค์ประกอบจะขาดความสมดุล (asymmetric)
ศิลปะแบบโรโคโคเผยแพร่โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แต่ผู้ที่ตื่นเต้นกับศิลปะลักษณะนี้มากก็คือสถาบันคาทอลิกทางใต้ของประเทศเยอรมนี บริเวณโบฮิเมีย (Bohemia-ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และประเทศออสเตรีย เพราะเป็นศิลปะที่สามารถประสมประสานอย่างกลมกลืนกับศิลปบาโรคแบบเยอรมนีได้เป็นอย่างดี ศิลปโรโคโคแบบเยอรมนีจะใช้กันมากในการสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ (monasteries) และวัง ในสมัยพระเจ้าฟรีดริชมหาราช แห่ง ปรัสเซีย ศิลปินแห่งราชสำนักปรัสเซียก็เริ่มสร้างลักษณะโรโคโคที่เป็นของตนเองที่เรียกกันว่าโรโคโคแบบฟรีดริช (Frederician Rococo) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากโรโคโคฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ สถาปนิกมักจะตกแต่งภายในด้วยปุยเมฆที่ทำจากปูนปั้น (stucco) ทั่วไปทั้งห้อง
พอถึงปลายสมัยโรโคโค ศิลปะแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันทางเหนือและใต้สุดของประเทศอิตาลี ฟรานเซสโก บอโรมินิ (Francesco Borromini) และ กัวริโน กัวรินี (Guarino Guarini) ใช้โรโคโคที่เมืองตูริน เวนิส เนเปิล และ ซิซิลี แต่ทางบริเวณทัสเคนี และ โรม จะไม่นิยมโรโคโค และยังยึดอยู่กับศิลปะแบบบาโรค
โรโคโคที่ประเทศอังกฤษมักจะเรียกกันว่าศิลปะแบบฝรั่งเศส หรือ "รสนิยมฝรั่งเศส" ("French taste") สถาปัตยกรรมแบบโรโคโคจะไม่เป็นที่นิยม แต่โรโคโคที่นิยมกันก็คือการทำเครื่องเงิน เครื่องกระเบื้อง และไหม ธอมัส ชิพเพ็นเดล (Thomas Chippendale) ช่างออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เปลี่ยนรูปแบบการทำเฟอร์นิเจอร์โดยการนำโรโคโคมาประยุกต์ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีของความสวยงามของโรโคโค ถึงแม้ว่าโฮการ์ธจะไม่ใช้คำว่าโรโคโคโดยตรงในหนังสือชื่อ "การวิจัยเรื่องความงาม" (Analysis of Beauty) (ค.ศ. 1753) แต่โฮการ์ธก็พูดถึงความอ่อนช้อย สละสลวยของเส้นและรูปโค้งแบบเอส (S-curves) ที่โรโคโคใช้ ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะโรโคโค และเป็นสิ่งที่ทำให้โรโคโคมีความอ่อนช้อยสวยงาม และทำให้แตกต่างจากศิลปะสมัยคลาสสิคซิสม์ (Classicism ซึ่งเป็นศิลปะสมัยที่หันกลับไปนิยมเลียนแบบศิลปะแบบกรีกและโรมัน) ที่จะขึงขังเพราะการใช้เส้นตรงหรือวงกลมเป็นหลัก ศิลปโรโคโคเริ่มวิวัฒนาการขึ้นในขณะเดียวกับที่มีการฟื้นตัวกลับมานิยมสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ("สมัยฟื้นฟูกอธิค" (Gothic Revival)) เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18
ครับอ่านแล้วค่อนข้างจะหนักไปทางประวัติศาสตร์บ้างพอสมควร แต่ก็เชื่อว่าบางท่านสนใจและเป็นความหลากหลายที่ได้ความรู้ติดตัวไปบ้างจากคอลัมน์นี้ นอกเหนือไปจากตกแต่งเท่านั้นครับ
Popularity: 22%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
หลังจากเปลี่ยนเก้าอี้ประธานาธิบดีผิวสีอเมริกามาได้หมาดๆ ก็ต้องประสบกับเศรษฐกิจขาลงด้วยพิษของแฮมเบอร์เกอร์ ดีซีสที่ครอบคลุมทั่วยุโรปและเอเซียซึ่งร้ายแรงกว่าต้มยำกุ้ง ดีซีสเมื่อสิบกว่าปีก่อนในไทยที่ดูเหมือนจะหมุนเวียนเป็นเป็นวัฏจักรของการครบรอบ 10ปีทีหนที่โลกและเศรษฐกิจหมุนเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่มิอาจยั้งหยุดได้ ก็คงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือละครับ คราวนี้ผลกระทบก็สาหัสเอาการ
พูดมาถึงเรื่องเปลี่ยนเก้าอี้ไม่ใช่ที่เฉพาะอเมริกาเท่านั้นแต่เมืองไทยก็เช่นกันที่เปิดทำเนียบวันเด็กให้ลูกหลานชาวไทยไปทดลองนั่งกันอย่างสนุกสนานพร้อมคำขวัญอันยาวเหยียดที่ค่อนข้างยากจะจดจำแม้กระทั่งผู้ใหญ่เอง แต่เด็กสมัยนี้ฉลาดกว่ารุ่นก่อนเยอะมาก พวกการใช้แอพลิเคชั่นทั้หลายในคอมพิวเตอร์ มือถือและเกมส์ต่างๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้ผมหันมาเสนอรูปแบบเก้าอี้และเครื่องเรือนหรูหราคุ้นหน้าคุ้นตาในแต่ละยุคสมัยที่ช่วยให้บ้านหรือที่ทำงานดูหรูหราขึ้นสำหับท่านที่เบื่อกับเรื่องราวในอดีตและอาจมีเงินซื้อของเมืองนอกในสไตล์หรูหราที่ราคาอาจลดลงมาตามเศรษฐกิจดูบ้างก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกันครับ สำหรับเก้าอี้ตัวแรกเป็นเก้าอี้ในสไตล์โกธิคที่เป็นยุคสุดท้ายในสมัยยุคกลางที่คริสตศาสนามีอำนาจรุ่งเรืองสุดหรือที่ใครเรียกกันว่ายุคมืดเนื่องจากศิลปินและสถาปนิกขาดอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นของตนเอง พนักพิงของเก้าอี้ที่ได้มาจากรูปทรงของหน้าต่างของโบสถ์สไตล์นี้
-
Gothicเฟอร์นิเจอร์แบบ Gothic เป็นสไตล์ที่กำเนิดมาจากอิทธิพลของสถาปัตยกรรม ที่เกี่ยวกับความเชื่อความศรัทธาในคริสต์ศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สืบทอดกันมาในยุคสมัยกลาง ปรากฎตัวครั้งแรกในอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยช่างเฟอร์นิเจอร์ ชื่อ Thomas Chippendale ซึ่งได้ประยุกต์เอาลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบ Gothic เช่น ซุ้มประตู เส้นโค้งคล้ายอักษร S และดอกไม้สี่กลีบ ใส่เข้าไปอย่างเหมาะเจาะในการออกแบบชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเขา สไตล์ Gothic นี้ได้รับการฟื้นฟูและนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และมีอิทธิพลอย่างมากต่อรูปแบบสไตล์ Arts and Crafts Movement ในช่วงเวลาต่อมา ตัวที่สองเป็นตู้เก็บของสไตล์บาโรคที่ใช้ทอง มาประดับพร้อมกับเทพเจ้าอุ้มโลกอยู่บนยอด มักไม่ค่อยปรากฎในเมืองไทยแต่มีลักษณะคล้ายเครื่องเรือนสมัยราชวงศ์ชิงเป็นอันมาก อันว่ามีนัยยะของการรับเอาอิทธิพลตะวันออกมาผสมผสานในด้านรูปทรง ซึ่งนับเป็นสมัยที่รุ่งเรืองสูงสุดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ริเริ่มสร้างพระราชวังแวร์ซายน์และฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในยุคนั้น
-
Baroque
สไตล์ Baroque เน้นการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย และมีอำนาจ เลียนแบบศิลปะในเชิงการละคร และงานปฎิมากรรม ผสมผสานสไตล์ Classical และ Renaissance เข้าด้วยกัน แต่เน้นความใหญ่โตโอ่อ่า การแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง เลือกใช้วัสดุเสริมและเทคนิคนำเข้าต่างๆ ในชิ้นงาน เช่น การประดับมุกและฝังพลอย การหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้ากำมะหยี่อย่างหรูหรา รูปแบบเหล่านี้ถือเป็นสไตล์ Baroque ขนานแท้ที่ถือกำเนิดขึ้นในโรมันประมาณ คริสต์ศตวรรษ 1600 และแพร่หลายไปยังประเทศในแถบยุโรปและงอกงามในอีกหลากหลายพื้นที่ในช่วงเวลาต่อมา
ตัวที่สามเป็นเก้าอี้ของหลุยส์ที่ 15ในยุครอคโคโคของฝรั่งเศสที่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตา คาดว่าแถวซอยประชาฯบางโพมีโครงเปล่าขายแล้วเราสามารถเลือกผ้าหุ้มเบาะทำสีได้เองครับประหยัดกว่าซื้อของนอกเยอะ
-
Louis XV -
Louis XV ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากสไตล์ Rococo คริสต์ศตวรรษที่ 18 ในช่วงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เน้นความสะดวกสบาย เรียบง่าย ธรรมดา รวมเข้ากันกับการตกแต่งภายในที่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ก็ยังคงใช้เฉดสีที่ดูร่ำรวย หรูหรา รวมทั้งใช้สีทองกั้นขอบเขตภายในของชิ้นงานด้วย สไตล์นี้ก่อให้เกิดรูปทรงเฟอร์นิเจอร์แบบใหม่ เช่น เก้าอี้ยาวที่มีพนักหลังและที่เท้าแขนหนึ่งด้าน (chaise longue) เก้าอี้มีที่เท้าแขน (armchair) และโต๊ะทำงานของสตรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของผู้หญิงในสังคมยุคนั้น สำหรับรูปแบบที่โด่งดังที่สุดในสไตล์นี้ คือ การประดับประดาด้วยชิ้นส่วนทองแดง และการลงรักสีดำบนผิวหน้าชิ้นงานซึ่งเลียนแบบเครื่องเขินสไตล์ Oriental
ตัวที่สี่ป็นชุดหลุยส์หรูหราสง่างามทั้งโต๊ะและเก้าอี้ในรูปแบบควีนส์แอนของอังกฤษ กับโต๊ะสไตล์รอคโคโคของฝรั่งเศสที่เข้าชุดกันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย ตั้งไว้ในห้องรับแขกหรือห้องนอนก็สวยงามไม่หยอกเลยครับ
-
Rococo
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เริ่มเบื่อหน่ายกับรูปแบบที่ดูแข็งกร้าว ใหญ่โต ของสไตล์ Baroque จึงมีความพยายามที่จะค้นหาสไตล์ที่นุ่มนวล เบา และมีลักษณะเหมือนผู้หญิง ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 18 สไตล์ Rococo จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศฝรั่งเศส การออกแบบเฟอร์เจอร์จะเน้นรูปทรงสรีระของผู้หญิงที่มีความเพรียวไม่อุ้ยอ้ายเทอะทะ ปลายขาเก้าอี้จะเลียนแบบขาสัตว์เป็นหลัก (cabriole leg) รวมทั้งใช้ลวดลายรูปตัวอักษร C และ S ลวดลายเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ ลายเปลือกหอย แต่ยังคงใช้สีทองทาบนชิ้นงานอย่างประณีตงดงาม
-
Queen Anne
สไตล์ Queen Anne เกิดขึ้นในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1700-1715 พัฒนามาจากสไตล์ Rococo แต่เน้นความเรียบง่ายมากกว่าประเทศใดในแถบยุโรป ไม่ดูฟุ่มเฟือยและหรูหรา แต่คำนึงถึงสัดส่วนของชิ้นงานที่สง่างามเป็นสำคัญ โดยนิยมใช้ไม้สลักเบาเป็นวัสดุหลักในชิ้นงาน เช่น ชิ้นส่วนโค้ง ปลายขาเก้าอี้ที่เลียนแบบขาสัตว์ เปลือกหอย และทรงกลม รวมทั้งพนักพิงหลังรูปทรงแจกัน สไตล์นี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอเมริกาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1725
เครื่องเรือนทั้งหลายแหล่ในแต่ละยุคนี้ยังมีอีกมา เอาที่คุ้นหน้าและคุ้นตามาเสนอให้ไว้พอจดจำได้ แล้วจะนำเสนอมาให้ดูเรื่อยๆนะครับ.
Popularity: 26%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
องค์ประกอบและสุนทรียภาพในงานออกแบบภายในทั้งหลายล้วนปรากฏอยู่ในทัศนธาตุ (Visual Elements) ของสรรพสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงงานศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงจัดวางให้เกิดมุมมองทางสายตาประกอบด้วย จุด เส้น ระนาบ รูปร่าง รูปทรง ฯลฯ เพื่อสร้างงานออกแบบที่ตอบสนองรสนิยมและประโยชน์ใช้สอย นอกจากนี้หลักการจัดองค์ประกอบขึ้นอยู่กับมุมมอง ประสบการณ์ในการมองเห็นสัดส่วน ความกลมกลืน ความแตกต่าง ความสมดุล ฯลฯ ที่เชื่อมโยงกันสัมพันธ์กันในภาพ 3 มิติ ที่มัณฑนากรได้จินตนาการ สร้างสรรค์โดยรวบรวมเป็นแนวความคิดรวบยอดและผลิตออกเป็นงานที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ความต้องการ กาลเวลาในแต่ละสถานที่นั้น ๆ
-
จุด (POINT)
จุดแต่ละจุดที่มองเห็นอยู่ในกระดาษลอกลาย กระดาษไข พิมพ์เขียว ซีร็อก ล้วนมีความสำคัญในการสร้างรูปทรง รูปร่างกับพื้นที่ว่างของงานออกแบบตกแต่งภายใน อันจะนำมาซึ่งเส้นสายจังหวะและแบบอย่างที่แสดงถึงประโยชน์ใช้สอยและการประดับทางสายตา วัตถุสิ่งของเมื่อมองจากระยะไกลอาจจะกลายเป็นจุดเล็กๆในพื้นที่ว่าง โดยเฉพาะจุดวงกลมที่เน้นแสดงออกถึงนัยยะการตีความ สื่อสาร และสัญลักษณ์แทนค่าของเนื้อหาความหมายที่สามารถรับรู้ได้การอ่านแบบและแนวความคิดของสถาปนิก มัณฑนากร
-
เส้น (LINE)
เส้น เกิดจากการนำจุดเล็กๆมางเรียงต่อกันจนเป็นส่วนประกอบของการสร้างรูปร่างรูปทรงของเส้น ซึ่งลักษณะของเส้นแต่ลอย่างให้ ความรู้สึก แตกต่างกัน เช่น เส้นตรง โค้ง เฉียง งอ หนา บาง เส้นประ ฯลฯ โดยเฉพาะเส้นนอน (Horizontal Line) และเส้นตั้ง (Vertical Line) ที่พบบ่อยในมุมมองของทัศนียภาพทั้งจากธรรมชาติและงานออกแบบทั้ง2 และ 3 มิติ การลากเส้นหมายถึงการแบ่ง จัดสรรบริเวณที่ว่างออกเป็นส่วน ๆ ด้วยรูปร่างหรือรูปทรงตามความเหมาะสมและการใช้งาน เส้นแสดงออกถึงสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงออกในงานเขียนแบบและลักษณะของแต่ละสไตล์งานออกแบบ เช่น เส้นตรงแนวนอน แนวตั้งที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาในงานโมเดิร์น เส้นโค้งเว้า พลิ้วไหว เส้นของลวดลายในงานนีโอคลาสสิค อาร์ตนูโว ที่ส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจจากพรรณพฤกษาในธรรมชาติ เป็นต้น
-
ระยะ (DIMENSION)
เป็นการบอกถึงระยะห่างของช่องว่าง ช่วงกว้าง แคบ และระยะทาง ที่มีผลต่อความรู้สึกทางจิตวิทยาและลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมสอดคล้องในแต่ละสถานที่ของผู้ใช้ ที่ครอบคลุมไปถึงระยะใกล้ไกลในทางวัฒธนธรรมของแต่ละชนชาติที่สั่งสมถ่ายทอดมาเป็นเวลายาวนาน ในการออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของต่างๆภายในห้องจะมีระยะมาตรฐานสากลกำกับ บ่งบอกไว้ในหนังสือเช่น Architect Data หรือว่า Human Dimension & Interior Space เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงแล้วระยะห่างของแต่ละคนขึ้นอยู่กับสถานะ เพศ วัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มิได้มีระยะกำหนดตายตัวเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ในแต่ละยุคสมัย รวมถึงบรรยากาศของสถานที่นั้น ๆ เช่นระยะห่างระหว่างโต๊ะนั่งในภัตตาคารที่มักกว้างกว่า ในผับ หรือในรถสาธารณะ เป็นต้น
-
ระนาบ (PLANE)
ความเป็นระนาบปรากฏอยู่ในธรรมชาติตลอดเวลาหากเราได้มีเวลาสังเกต สรรพสิ่งรอบด้านผ่านการรับรู้ในมุมมองแบบ 2 มิติที่มีความเป็นแผ่นเป็นพื้น บ่งบอกถึงลักษณะผิวของความต่างทางระบาบที่ซ้อนกันเป็นชั้นบ่งแสดงออกถึงระยะความกว้าง ลึก ใกล้ไกล ในจังหวะ และรูปทรงของแต่ละวัตถุ ระนาบทั่วไปแสดงออกถึงสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของสภาพภูมิประเทศและท้องถิ่นที่เป็นแรงบันดาลใจแก่ สถาปนิก มัณฑนากร นักออกแบบหลายท่านที่ให้ความสำคัญด้วยการนำมาใช้ในองค์ประกอบของการจัดวางทางปริมาตรรูปร่างและโครงสร้างของงานออกแบบ เช่น อาคาร พื้น ผนัง เพดาน งานเฟอร์นิเจอร์ หรือ ของประดับตกแต่ง เป็นต้น โดยที่นักออกแบบหลายท่านใช้ระนาบแทนค่าสัญลักษณ์ในมิติต่างๆทางการรับรู้ทางสายตาและความรู้สึกทางใจ
-
รูปร่าง (SHAPE)
รูปร่างมีลักษณะเป็นเส้นรอบรูป (Outline) ที่บ่งบอกถึงรูปทรง (Form) ภายนอก ส่วนใหญ่ปรากฏเห็นแบ่งออกเป็น 2 รูปร่าง ใหญ่ ๆ คือ แบบธรรมชาติที่ลื่นไหล (Organic ) และแบบเรขาคณิต (Geometry) ที่ตรงไปตรงมา หลักแนวคิดของการออกแบบตกแต่งภายใน คือ การจัดวางองค์ประกอบของรูปร่างที่สัมพันธ์สอดคล้องในมุมมองมิติต่างๆเข้าด้วยกันกับปริมาตรและรูปทรง ตามรสนิยมหรือสไตล์ในงานออกแบบที่เป็นไปได้ทั้งสลับซับซ้อน เช่น งานสไตล์ดีคอนสตรัคชั่น หรือแบบเรียบง่ายในสไตล์โมเดิร์น หรือมินิมัลก็ตาม การสร้างสรรค์รูปร่างขึ้นกับจินตนาการของมัณฑนากรที่สามารถมองทะลุในงานสามมิติ ที่มีองค์ประกอบสัมพันธ์ทั้งด้านผิวสัมผัส ขนาด และสี กับรูปร่างอื่น ๆ ได้ในภาพรวมของบรรยากาศได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนหรือขัดแย้ง
-
รูปทรง (FORM)
บ่งบอกความแตกต่างของปริมาตรรูปทรงวัตถุ โดยมีแรงบันดาลใจจากที่มาจากหลากหลายแหล่ง ได้แก่ รูปทรงธรรมชาติ ตั้งแต่ สัตว์ พืช มนุษย์ ฯลฯ รวมถึงรูปทรงศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะงานประติมากรรม และโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น จากภูมิปัญญาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เช่น รถยนต์ เครื่องจักรกล บ้านพักอาศัย โบสถ์ หรือปิรามิด เป็นต้น
รูปทรงนับเป็นลักษณะทางกายภาพที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ บางครั้งได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ในอดีต จากสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน หรือประสาทสัมผัส เส้นของรูปทรงมีเนื้อหา ประโยชน์ใช้สอยที่ประสานสอดคล้องทั้งภายนอกและภายในของแต่ละสรรพสิ่ง สำหรับรูปทรงในงานตกแต่งภายใน มีความสำคัญต่อการกำหนดบทบาท ปริมาตร พื้นที่ว่าง จังหวะ การสอดรับกับสไตล์ แนวความคิดที่สนองตอบต่อประสิทธิภาพการใช้งาน ในสภาวะ หน้าที่ต่าง ๆ กัน โดยที่วิวัฒนาการของรูปทรงจะเปลี่ยนไปตาม กระแสนิยมในแต่ละยุคสมัยที่มีปัจจัยทั้งด้าน เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และค่านิยมทางสังคมแต่ละกลุ่มคน
-
ขนาด (SIZE)
การกำหนดขนาดของพื้นที่หรือวัตถุในงานออกแบบตกแต่งภายในมีความสัมพันธ์กับ ขนาดส่วน สัดส่วนภายในพื้นที่ และปริมาตรที่มีอัตราส่วนผกผัน จากการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ โดยรอบที่ก่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างกันและกัน ทั้งนี้ขึ้นกับประสบการณ์ ของผู้ออกแบบในการกำหนดขนาดของห้องกับ เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งในการสร้างความงามของขนาดที่เหมาะสมขนาดพื้นที่ว่างจะเป็นตัวกำหนดฟังก์ชั่นการใช้งาน ส่วนขนาดเฟอร์นิเจอร์มีบทบาทเชื่อมโยงต่อสรีระทางกายภาพตามหลักกายรศาสตร์ (Ergonomic) ของผู้ใช้งานด้วยเช่นเดียวกับรูปทรง
ขนาดส่วนมีผลต่อความรู้สึกอย่างมาก เป็นมุมมองการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างขนาด สัดส่วนของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งในงานออกแบบตกแต่งภายใน จะปรากฏกับคำว่า Over scale ซึ่งหมายถึงขนาดส่วนสัมพันธ์ที่ใหญ่กว่าความรับรู้ตามปกติ (Perception) ด้วยการตั้งใจหรือไม่ก็ตามของมัณฑนากรผู้สร้างสรรค์ ก่อเกิดมุมมองใหม่ในประสบการณ์สายตาและความรู้สึกโดยวัดจากขนาดสัดส่วนของมนุษย์เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบความเหมาะสม เช่น ขนาดมาตรฐาน เหมาะสม (In scale)สำหรับประตูบานเดี่ยวจะมี ความกว้างประมาณ 0.90ม. สูง 2.00ม. ขณะเดียวกันหากเป็นห้องโถงขนาดใหญ่สามารถปรับให้สอดคล้องกับการใช้งานเป็น บานประตูคู่มักมีความกว้างประมาณ1.80ม. สูง 2.40ม. เป็นต้น ซึ่งหากอยู่ในขนาดที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากเกณฑ์มาตรฐานกำหนดเรามักจะเรียกว่า Out of scale สถาปนิกและมัณฑนากรหลายท่านมักใช้ขนาดส่วนเป็นแนวทางในการสร้างความน่าสนใจ ที่แตกต่าง นอกเหนือจากการใช้ สี วัสดุ และรูปทรง
ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการสร้างดุลยภาพแห่งความงามบนพื้นฐานที่หลายคนมองข้ามแม้แต่มัณฑนากรหรือสถาปนิกเองก็ตาม เราในฐานะเจ้าของบ้านอาจจะต้องนำหลักการดังกล่าวมาคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอครับ แม้ว่ากระแสแฟชั่นของวงการออกแบบจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรก็ตาม ไม่ว่าจะปีนี้หรือปีหน้า อย่างไรก็ตามสถานการณ์เช่นนี้มีความสุขอยู่กับการแต่งบ้านก็น่าจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้ไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
Popularity: 32%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
ขึ้นชื่อว่าอิตาลีคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธสุดยอดแฟชั่น รถยนตร์ เครื่องประดับ อาหาร รวมไปถึงการตกแต่งภายในสไตล์อิตาเลียน แต่สำหรับฉบับนี้ผมจะพาท่านย้อนกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองแห่งโรมันที่สร้างอาณาจักรครอบคลุมไปทั่วยุโรปและเอเซียรวมถึงตะวันออกกลาง ช่วงที่ย้ายกรุงโรมมาอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ประเทศตุรกี โดยมีวิหารฮาเกียโซเฟียเป็นสักขีพยาน เมื่อประมาณปี คศ. 543 ด้วยอิทธิพลการตกแต่งในสไตล์ไบเซนไทน์ที่มักใช้โมเสกมาเป็นวัสดุประดับตกแต่งเป็นภาพฝาผนัง รวมทั้งแผ่นกระจกสีหรือที่เราเรียกว่าสเตนกลาส ในความคุ้นเคย วิวัฒนาการของโรมและชาวโรมันได้รับอิทธิพลจากกรีกมามากพอสมควรในช่วงแรก ๆ แต่จากนั้นมาก็เริ่มค้นหาสไตล์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำคอนกรัตมาใช้ในการก่อสร้าง และหลังคาโดมที่โดดเด่น นอกจากนั้นยังมีท่อลำเลียงน้ำและสะพาน (aqueduct and bridges) สร้างไว้เพื่อบริการน้ำสะอาดแก่ประชาชนในอาณาจักรโรมัน กรุงโรมมีท่อลำเลียงน้ำจากลำธารไปสู่ตัวเมือง ทั้ง 12 แห่ง และแยกไปตามอาคารต่าง ๆ ด้วยท่อตะกั่ว ท่อดินเผา หรือท่อไม้ ตามที่สาธารณะก็บริการน้ำพุ ท่อน้ำลำเลียงส่งน้ำที่มีชื่อเสียง คือ ท่อลำเลียงน้ำปองต์ ดู การ์ด (Pont-du-Gard) ที่เมืองนีมส์ (Nimes) อยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส การก่อสร้างใช้ระบบอาชหรือส่วนโค้ง ส่วนเฟอร์นิเจอร์ก็มีการแกะสลักลวดลายทำด้วยโลหะ ทอง และไม้ ฯลฯ
โดยในช่วงแรกชาวอีทรัสคันเป็นชนชาติที่มีความเจริญรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับเมืองอื่นในประเทศได้เข้าปกครอง งานเฟอร์นิเจอร์จึงได้รับอิทธิพลจากศิลปะกรีก เก้าอี้ที่นิยม คือ เก้าอี้ทรงเอ็กซ์ (X) พับได้ เพื่อตอบสนองกับการเคลื่อนย้ายกำลังรบ เก้าอี้นั่งยาว (Couch) ใช้ในการพักผ่อนและรับประทานอาหารที่มีความยาวประมาณ 3 ที่นั่ง ถ้าใช้นั่งพักผ่อนจะบุด้วยเบาะรองนั่ง ที่ทำด้วยฟางหุ้มด้วยผ้าที่ทำให้นั่งสบายมีหมอนสำหรับรองแขน จะนั่งในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน บางครั้งประดับประดาด้วยผ้าห้อยลงมาเพื่อให้ดูหรูหรา เก้าอี้รับประทานอาหารจะใช้กับโต๊ะยาวหรือ โต๊ะกลมขนาดเล็ก สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้
ม้านั่งเตี้ยแบบพับได้ (folding stool) เป็นม้าเตี้ยทำด้วยไม้ทำเป็นเก้าอี้ขาโค้งไขว้กันแบบตัวเอ็กซ์ (X) โครงขาเก้าอี้จะมีลักษณะโค้ง ทำให้ดูอ่อนช้อยสวยงามขึ้นกว่าของอียิปต์หรือกรีก นอกจากการใช้ไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ ยังนำวัสดุอื่นมาประกอบในงาน เช่นการใช้บรอนซ์และหินอ่อนในงานเฟอร์นิเจอร์ จึงทำให้ดูหรูหรา ตกแต่งด้วยลวดลาย ด้วยอุ้งเท้าสิงห์ อุ้งเท้าสัตว์ หน้าคน หน้าสัตว์ ฯลฯ
เก้าอี้เดี่ยวขาโค้ง ลักษณะเก้าอี้ทำด้วยไม้ มีพนักพิงโค้ง ขาโค้งออกมีฐานรับขาโค้งนั้น ๆ เตียง (Roman bed) ทำด้วยไม้มีขาอยู่ 2แบบ คือสี่เหลี่ยมที่มีการเลียนแบบลักษณะมาจากเสาแบบไอโอนิค และขาไม้กลึง ลักษณะเตียงจะมีการยกด้านใดด้านหนึ่งที่ไว้หนุนศีรษะขึ้น ตกแต่งด้วยหมอนอิง และผ้าคลุม โต๊ะ โครงสร้างของโต๊ะ จะเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม โครงสร้างแข็งแรงใช้ประกอบกับเตียง หรือเก้าอี้ โต๊ะกลม (marble table) จะทำด้วยขาโลหะ หรือบรอนซ์ ด้านบนโต๊ะใช้แผ่นหินอ่อน ทรงกลม หรือทรงสี่เหลี่ยมเป็นพื้นโต๊ะ
ที่มา : Miller.2005 : 22. ; Speltz. 1959 : 86-87.
การออกแบบเครื่องประดับ ภาชนะใส่ของ เครื่องแก้ว เชิงเทียน ตะเกียง โต๊ะสามขา ถ้วยโลหะผสม มักออกแบบให้มีหน้าของสัตว์ หรือขาสัตว์ ตัวสัตว์ ใช้ประกอบในเฟอร์นิเจอร์ หรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
มีดสั้นตกแต่งด้วยไม้ทองบรอนซ์ และหีบใส่ของทำด้วยบรอนซ์สำหรับใส่เครื่องใช้สตรีและเครื่องประดับ
ที่มา : Adams.2004 : 79 ; Miller. 2005 : 22.
งานออกแบบผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์ของกรีกและโรมัน จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันจนบางชิ้นงานแยกกันไม่ออก เพราะเกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้เคียงกัน และชาวโรมันยังคงเห็นว่าศิลปกรีกเป็นศิลปะที่งดงาม จึงนำศิลปะกรีกมาเป็นแบบอย่างคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาที่สำคัญ ซึ่งโรมและคอนสแตนติโนเปิลนับถือเหมือนถือเหมือนกัน แต่เนื่องจากมีสภาพของสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งเกี่ยวกับพิธีกรรมและการตีความในพระคัมภีร์ เป็นสาเหตุให้ศาสนาคริสต์เกิดการแตกแยกออกเป็น 2 นิกาย คือ นิกายโรมันคาธอลิก (ทางดินแดนตะวันตก) และนิกายออร์โธดิกซ์ (ทางดินแดนตะวันออก) ต่างฝ่ายต่างมีประมุขศาสนาของตนเอง
จากการขัดแย้งทางศาสนาบ่อยครั้ง มีการทำลายรูปเคารพต่าง ๆ นอกจากนี้ภาษาที่ใช้แตกต่างกันออร์โธดอกซ์ใช้ภาษากรีก โรมันคาทอลิกใช้ภาษาลาติน ต่อมาผู้นิยมภาษากรีกมีมากกว่าจึงทำให้ภาษากรีกเป็นภาษาที่ใช้ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล ด้านกฎหมายมีการออกกฎหมายควบคุมเศรษฐกิจโดยรัฐ เช่น การออกกฎหมายห้ามนายจ้างเอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ห้ามประชาชนเปลี่ยนอาชีพออกกฎหมายควบคุมัตถุดิบและเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ (สุณี ธนาเลิศกุล (บก.).2547 : 240-249)
ส่วนด้านการค้า เป็นดินที่ผลิตเครื่องอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เสื้อเกราะ อาวุธ นอกจากนี้ยังทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยโลหะและผลิตภัณฑ์สำริดด้วย มีการเลี้ยงไหมเพื่อการทอผ้าไหม โดยรัฐเป็นผู้ผูกขาดการค้าและการผลิต ด้านสังคม มีการรับวัฒนธรรมเฮเลนนิสติกของกรีกไว้มากจึงมีการผสมผสานวัฒนธรรมและสังคม ระหว่างทางดินแดนตะวันตกและตะวันออก เช่น การคลั่งไคล้กีฬาที่แสดงออกถึงการทารุณกรรม มีการปกครองและพิธีกรรมทางศาสนาแบบต่างๆ เป็นต้น
ครับสไตล์ย้อนยุคแบบอียิปต์ กรีก โรมัน กำลังกลับมาได้รับความนิยมในอีกรูปแบหนึ่งด้วยเทคนิค วัสดุ สีสันที่ทันกับยุคสมัย จึงใคร่เชิญชวนผู้ที่สนใจอาจหันมาลองตกแต่งแบบผสมผสานกันบ้างก็ไม่เลวเลยทีเดียวครับ
Popularity: 24%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
ไหน ๆ จะย้อนยุคกันซักที คราวนี้มีสไตล์การตกแต่งภายในแบบอียิปต์มาฝาก เรียกกันว่าย้อนยุคให้มันสุด ๆ กันไปเลย แล้วลองดูว่าจะนำมาประยุกต์สู่ยุคสมัยปัจจุบันได้ทันต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน
ลวดลายของการออกแบบนั้น ชาวอียิปต์จะนำลักษณะของสัตว์ต่าง ๆ มาเป็นแบบในการประยุกต์ใช้ ทั้งงานจิตรกรรม งานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม และงานออกแบบอื่น ๆ เช่น ในการออกแบบเก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ตัวหนึ่งนั้น ชาวอียิปต์จะนำลักษณะของเท้าสิงห์มาเป็นขาของเฟอร์นิเจอร์ตัวนั้น ๆ เนื่องจากมีความเชื่อว่า สิงห์เป็นจ้าวป่า นับว่าเป็นสัตว์ที่มีความยิ่งใหญ่ จึงออกแบบมาเพื่อผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ อารยธรรมอียิปต์โบราณ (Ancient Egypt)อยู่แถวบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ แม่น้ำสองสาย ที่ปัจจุบันกลายเป็นประเทศกรีซ โดยสายหนึ่งเรียกว่า แม่น้ำไนล์ขาว (White Nile) มีต้นน้ำอยู่ที่ราบสูงบริเวณทะเลสาบวิกตอเรีย ไหลผ่านหุบเขาที่เป็นหน้าผาเทลาดไปจนสุดสายตา มาบรรจบกับแม่น้ำไนล์สีน้ำเงิน (Blue Nile) ซึ่งไหลมาทางทิศตะวันออก เมื่อแม่น้ำทั้งสองสายรวมตัวกัน ก็ไหลผ่านหินทรายอันแข็งแกร่ง ซึ่งน้ำเซาะตัดยาก กระแสน้ำได้กัดซอกหินที่คดเคี้ยวและคับแคบ ทำให้เกิดแก่งน้ำถึง 6 แห่ง เรียกว่า แก่งน้ำตก (Cataract)
อียิปต์อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศใต้จรดเอธิโอเปีย ทิศตะวันออกจรดทะเลแดง และทิศตะวันตกจรดทะเลทรายสะฮาร่าและทะเลทรายลิเบีย อากาศค่อนข้างจะแห้งแล้ง มีฝนตกแต่เพียงเล็กน้อย อียิปต์มีแม่น้ำไนล์ซึ่งมีความยาวประมาณ 4000 ไมล์ไหลผ่าน ช่วยให้บริเวณสองฝั่งแม่น้ำชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะไหลมาจากแถบภูเขาเอธิโอเปีย แล้วไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นับเป็นเวลาหลายพันปี น้ำได้พาโคลนมาทับถม จนกลายเป็นสันดอนขึ้น ทำให้แตกเป็นรูปพัด ก่อนไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณนี้จะอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เรียกว่า เดลต้า (Delta)
จากน้ำตกแก่งที่ 1 ตั้งแต่อัสวันลงไป ประมาณครึ่งหนึ่งของแม่น้ำ บริเวณเหล่านี้ค่อนข้างจะแห้งแล้ง เรียกว่า อียิปต์บน (Upper Egypt) ต่อจากอียิปต์บน แม่น้ำไนล์ไหลผ่านร่องน้ำไปสู่ดินแดนที่ลุ่มกว่า แล้วแตกเป็นรูปพัดก่อนไหลลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์กว่า เรียกว่า อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ดังนั้นเมื่อดูแผนที่อียิปต์จะเห็นว่าอียิปต์บนจะอยู่ตอนล่าง และอียิปต์ล่างจะอยู่ตอนบนของแผนที่
เรื่องราวของอียิปต์ปรากฏตั้งแต่ 4000 ปีก่อนคริสตกาล สภาพความเป็นอยู่ในระยะแรก ๆ อยู่รวมกันเป็นหมู่ โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลปกครอง เมื่อขนาดของหมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้น จึงกลายเป็นรัฐหรือจังหวัด เรียกว่า โนมิส (Nomes) จนกระทั่งประมาณ 3200 B.C. เมนิส (Menes) จากอียิปต์บน ได้รวบรวมรัฐหรือจังหวัดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แล้วสถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครองอียิปต์เป็นครั้งแรก เป็นการเริ่มต้น ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ (Dynastic Period)
การเลือกใช้สีของชาวอียิปต์ในการทำงานศิลปะและการออกแบบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีสันที่ฉูดฉาดและใช้สีที่ตัดกัน ทำให้งานศิลปะต่างๆค่อนข้างที่จะดูโดดเด่น
การปกครอง
การปกครองในระยะแรก ๆ เป็นไปอย่างง่าย ๆ มีกษัตริย์ปกครองเรียกว่า ฟาโรห์ (Pharaoh) ซึ่งหมายถึงบ้านใหญ่ (The big house) อียิปต์นับถือฟาโรห์เสมือนพระเจ้าองค์หนึ่ง เพราะเชื่อว่าฟาโรห์คือเทพเจ้าลงมาจุติ เพื่อปกป้องและคุ้มครองตน ฟาโรห์จึงมีฐานะเป็นกษัตริย์และเทพเจ้าในเวลาเดียวกัน การบริหารงานส่วนใหญ่จะขึ้นกับฟาโรห์ เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ขยายใหญ่ขึ้น งานของฟาโรห์ก็มีมากขึ้น จึงจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้ช่วย ในการบริหารและปรึกษาราชการ บุคคลที่ฟาโรห์แต่งตั้งขึ้นมาเรียกว่า วิเซียร์ (Vizier) หรืออัครมหาเสนาบดี ต่อมาฟาโรห์กับวิเซียร์ ได้แต่งตั้งข้าหลวงที่เรียกว่า โนมาร์ค (Nomarchs) ขึ้นมาอีก โดยให้มีหน้าที่ไปปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่า โนมิส (Nomes) ทำให้งานบริหารเป็นไปค่อนข้างเรียบร้อย ตำแหน่งทางราชการที่สำคัญอีกตำแหน่งหนึ่ง คือตำแหน่ง อาลักษณ์ (Scribe) ประจำอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในเมืองและท้องถิ่น ทำหน้าที่จดบันทึกต่าง ๆ ตำแหน่งอาลักษณ์เป็นที่ต้องการกันมากของชายหนุ่มชาวอียิปต์ เพราะเป็นตำแหน่งทางราชการที่คนชั้นธรรมดาสามัญจะก้าวขึ้นมาได้
พลเมืองของอียิปต์แบ่งเป็น 4 ชั้น
| ชั้นสูง | ประกอบไปด้วยคน 2 พวก คือ |
| Priests | ได้แก่ นักบวชที่เรียกว่า พระ เป็นบุคคลที่มั่งคั่งที่สุด รองลงมาจากฟาโรห์ มีความรู้สูงและเคร่งครัดในศีลธรรม เป็นบุคคลกลุ่มเดียวที่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนอ่านออกเขียนได้อย่างชำนาญ นอกจากนี้ยังฝึกให้เป็นแพทย์ เพื่อรักษาโรคภัยต่างๆ เรียนรู้การผ่าตัดคนไข้ รักษาพยาบาลและเรียนรู้การรักษาศพไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย |
| Nobles | ได้แก่ พวกขุนนางหรือทหาร มีหน้าที่ป้องกันบ้านเมือง และรับใช้ฟาโรห์โดยตรง นอกจากรบทัพจับศึกแล้ว ยังทำหน้าที่เก็บภาษีด้วย |
| ชั้นกลาง | ประกอบไปด้วยคน 2 พวก คือ |
| Scribes | ได้แก่ อาลักษณ์ผู้จดบันทึกต่างๆ |
| Craftsmen, Merchants | ได้แก่ ช่างและพ่อค้าในตัวเมือง ผลิตสินค้าและจำหน่าย เช่น เครื่องทอง เครื่องไม้ เครื่องหนัง ฯลฯ |
| ชั้นต่ำ | ได้แก่ พวก Peasants ซึ่งเป็นชาวนา พวกนี้ต้องทำงานอย่างหนัก มีสภาพความเป็นอยู่อย่างยากแค้น |
| Slaves | ได้แก่ พวกทาส พวกนี้ไม่มีสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด แม้จะทำงานอย่างหนัก ก็ไม่อาจเป็นเสรีชนได้ |
Ancient Egyptian Fashion
สำหรับแฟชั่นการแต่งกายสไตล์อียิปต์ก็โดดเด่นมีสีสรร สังเกตุจากการแสดงแฟชั่นโชว์ของห้องเสื้อชั้นนำต่างประเทศที่ได้รับแรงบันดาลใจมาประยุกต์ใช้ให้เห็นอยู่บ่อย ๆ
| Royalty : ชนชั้นสูง | Nobility : ตำแหน่งทางราชการ |
| Priesthood : นักบวช | Soldier : นักรบ |
| Workers : ชนชั้นแรงงาน |
ครับไหน ๆ ก็ได้สไตล์การตกแต่งไปแล้วขอพ่วงความรู้เรื่องวิชาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เผื่อจะนำไปดัดแปลงใช้สอยได้อย่างมีหลักการสำหรับท่านที่สนใจด้วยครับ
Popularity: 25%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
บนสถานการณ์ของความยุ่งเหยิงสับสนภายนอกที่ตามเข้ามาหลอกหลอนถึงในจอทีวีในบ้าน ทำให้สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยพลอยได้รับผลกระทบกันทั้งครอบครัว ยกเว้นคุณจะเพิกเฉยไม่รับรู้สถานการณ์ที่พลอยให้ขุ่นข้องหมองใจไปมากกว่านี้ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในบ้าน มีกฎหลักเกณฑ์โบราณที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งปรัชญญาตะวันออกและตะวันตก แต่ที่ตรงกันนั้นคือ การมีสุขภาพอนามัย รายได้จุนเจือ และสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่แยกย่อยออกได้อีกหลายลักษณะเช่น คุณภาพชีวิตด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านสุขภาพจิต ด้านการพักผ่อนหย่อนใจ และรวมไปถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารความเป็นไปในสังคม ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด
คุณภาพชีวิตของในแต่ละครัวเรือนนั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เป็นเรื่องของความรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่มี บางทีชอบเล่นกับธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี รถยนต์ เป็นต้น จนไม่อาจจะเปรียบเทียบกันว่าของเธอของชั้นใครดีหรือสวยกว่ากัน
ฉะนั้นสุขภาพชีวิตที่ดีกว่า จึงหมายถึงการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันที่อยู่ดีมีสุขครบถ้วน ทั้งสุขภาพทางกายและใจที่ไร้ความอิจฉาริษยา ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีภูมิคุ้มกันอย่างพอประมาณ จนเกินความสมดุล มิจำเป็นต้องรวยหรือจนล้นฟ้า
แนวทางการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าจึงมีอยู่ด้วยกัน 4 มิติคือ 1.มิติทางด้านสุขภาพ 2.มิติทางด้านความสุขของครอบครัว 3.มิติทางความเจริญก้าวหน้า และ 4.มิติทางสภาพแวดล้อมกายภาพของที่อยู่อาศัยปราศจากมลภาวะทางเสียง กลิ่น และอากาศที่ไม่บริสุทธิ์
ครับ……..ผมเกริ่นนำออกนอกลู่นองทางจนดูเป็นวิชาการมากเกินไป กลับมาสู่ปัจจัยองค์ประกอบของบ้านอันปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มากในเรื่องคุณภาพที่ดีต่อชีวิตของคุณ ๆ กันดีกว่า
ปัจจัยแรก บ้านไม่จำเป็นต้องสวยเสมอไปครับ การมีบ้านที่สวย ไม่ได้หมายความถึงความสุขมวลรวมที่เราจะได้รับ เพียงแต่เป็นการพึงพอใจ ภาคภูมิใจในที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจปราศจากความสะดวกสบายและถูกจริตกับนิสัยใจคอของสมาชิกครอบครัวในบ้านบ้างไม่มากก็น้อย เฟอร์นิเจอร์แต่น้อย แต่อยู่แล้วสบายใจไม่ต้องหรูหรามากนัก เป็นที่พักใจซ่อนความเป็นส่วนตัว นอนหลับได้สนิทใจ
ปัจจัยที่สอง อากาศโปร่งสบาย ณ มุมใดมุมหนึ่งภายนอกบ้านทั้งตัวคุณเอง หรือระหว่างคุณกับครอบครัวก็น่าเป็นที่พอใจหลายกิจกรรมที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นชุดดื่มน้ำชา กาแฟ นั่งแก้ปัญหาหรือว่าขบคิดประเด็นต่าง ๆ ของชีวิตและการทำงานในแต่ละวัน
ปัจจัยที่สาม พยายามหามุมต้นไม้ที่ให้ออกซิเจนได้ซึมซับสู่ปอดในร่างกาย สูดหายใจเข้าลึก ๆ ทอดถอนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ อย่างน้องสัก 15 นาที เพื่อว่าคุณจะได้มีสมาธิและไม่ฟุ้งซ่าน และหากเป็นเก้าอี้โยกก็คงจะดีไม่น้อย
ปัจจัยที่สี่ หลีกหนีความซ้ำซากจำเจในชีวิตประจำวันจากการทำงาน โต๊ะเก้าอี้ทำงานตัวเดิม ๆ มุมมองเก่า ๆ เอกสารกองเต็มโต๊ะ เนื้อหาสาระ ระบบการทำงานที่ติดขัด แก้ไม่ตก ไปเดินหรือวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าๆอากาศสดชื่นระหว่างเดินทางกลับและซื้อข้าวของที่ตลาดหรือจะใส่บาตรก่อนกลับบ้านจะช่วยให้คุณรู้สึกรักบ้านมากขึ้นเป็นกองหลายเท่าตัว
ปัจจัยที่ห้า ความหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บไว้ลึก ๆ ในใจไม่ต้องบอกใคร อาจเป็นของสะสม หรือของรื่นรมย์ยามที่คิดถึง อาจเป็นความทรงจำเก่า ๆ ที่ดี ๆ ที่คุณเก็บบรรจุไว้ในเมมโมรี่ส่วนลึก ที่คุณสามารถเปิดสวิทซ์ใช้ได้ในเวลาต้องการหรือฉุกเฉิน
ปัจจัยที่หก มองโลกเป็นเครื่องหมายกาชาดไว้ ที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หาช่องหน้าต่างที่เปิดกว้างมองเห็นโลกทัศน์และสภาวะความเป็นไปในสรรพสิ่งที่สามารถจรรโลงจิตใจ มองผู้คนที่ประสบโชคร้ายกับชะตากรรมที่แย่กว่าเรา การมองโลกในแง่บวกช่วยให้ชีวิตดีงามและสร้างสรรค์
ปัจจัยที่เจ็ด หากลเม็ดส่วนตัวที่ช่วยให้คุณไม่ท้อแท้หรือหลงไปกับกระแสสังคมมากจนเกินไป ให้ความใส่ใจกับงานศิลปะ ของตกแต่งหรือหนังสือบ้างก็ดี ที่จะช่วยแต่งเติมจินตนาการ ความฝันให้เกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิตช่วงที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา และอาจเป็นทางออกของการแก้ปัญหาที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์
ปัจจัยที่แปด ภาพยนตร์กับเสียงดนตรีบนโซฟาตัวโปรด หรือเก้าอี้นวดช่วยผ่อนคลาย และให้คุณลืมช่วงเวลาอันทุรนทุรายหรืออาจหาหนังสือธรรมในการดำเนินชีวิตของปุถุชน และสามารถเดินเข้าวัดเพื่อรับความสงบทางใจ ฟังเสียงพระสวดจะช่วยได้ไม่น้อย
ปัจจัยที่เก้า เข้าสู่สมาธิและมีสติอยู่เสมอ แก้ปัญหาเลอะเลือนในเรื่องความทรงจำหรือสมาธิสั้นที่แทบทุกคนส่วนใหญ่ในศตวรรษนี้มีพกติดตัวอยู่ตลอดเวลา และเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่ แม้กระทั่งเตียงที่นอนที่เรายังพาเราเข้าฝันได้ทุกคืนไม่ซ้ำ
ครับ…………..อุปกรณ์เครื่องเรือนเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยนำพาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาเบื้องต้น และคงต้องไม่ลืมว่าสิ่งภายนอกทั้งหลายเป็นเพียงองค์ประกอบที่ช่วยนำพาชีวิตของเราให้มีความสุขตามอัตภาพเพียงเท่านั้น ทั้งหมดสำคัญอยู่ที่กาย ใจ และสภาพแวดล้อมครับ.
Popularity: 30%






