Archive for August, 2009
บ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านในโครงการบ้านจัดสรร หรือบ้านที่ปลูกสร้างเอง เมื่ออยู่ไปได้สักพัก ความต้องการใช้พื้นที่มีมากขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มบ้าง หรือเพื่อขยับขยายค้าขายบ้าง ส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อเติมบ้านแทนการซื้อหลังใหม่ และอาจพูดได้ว่าการต่อเติมบ้านส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น
กฎหมายกำหนดโทษการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น การก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงใดๆ เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งกฎหมายในเรืองนี้ คือพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน
หลักในการพิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้าน จะเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11) ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ
1. การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม
เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ
ขอยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงเพื่อขยายความให้ชัดเจน ดังนี้ หากโครงสร้างของอาคาร เดิม คือเสา คาน ไม้ หากโครงสร้างเหล่านี้ชำรุด เช่น ปลวกขึ้น ทำให้ไม้ผุ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ การเปลี่ยนแปลง โดยใช้ไม้เช่นเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร แต่หากโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เป็นสนิมผุกร่อน ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อน แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด จำนวนเท่ากันก็ตาม
2. การเปลี่ยนส่วนต่างๆ ของอาคาร ที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม
หรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดไม่เกินร้อยละสิบ กรณีนี้หมายถึง ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น เช่น เดิมเป็นพื้นไม้ปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน หินแกรนิต ก็ต้องคำนวณน้ำหนักว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่ ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นอันตราย
3. การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม การเพิ่ม การลด หรือการขยาย
ซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกินร้อยละสิบ
กรณีนี้หมายถึง การเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนสไตล์ของพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้านและไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเพิ่มแต่ประการใด อาทิ การเปลี่ยนแบบประตู หน้าต่าง เปลี่ยนลายกระเบื้อง ฝ้า เพดาน กรณีนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต หรือหากการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ไม่เกินร้อยละสิบของน้ำหนักเดิมก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต อย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย
4. การลดหรือขยายเนื้อที่ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง
ให้มีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน ตัวอย่างเช่น เดิมพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบๆ ต้องการเจาะเป็นช่องเพื่อระบายอากาศ อย่างนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
5. การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคา
ให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน เช่น การทำหลังคาคลุมดาดฟ้าโดยยื่นจากเดิมออกไปโดยรวมแล้วเป็นการเพิ่มเนื้อที่ออกไปไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่ทำให้คานและเสาเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่มเกินร้อยละสิบ อย่างนี้ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนผนังบ้าน (ข้อ 2) หากของเดิมกำหนดไว้ให้ต้องเป็นผนังกันไฟ แต่ไปเปลี่ยนเป็นผนังธรรมดา อย่างนี้ผิด หรือ (ข้อ 3) ด้านที่เป็นผนังทึบของอาคาร ห่างจากเขตที่ดินของผู้อื่นไม่ถึงสามเมตร แต่ไปเจาะทำประตูหน้าต่าง หรือที่ระบายลมด้านนั้นก็ไม่ได้ เพราะผิดข้อบัญญัติ หรือจะทำหลังคาคลุมพื้นชั้นล่าง (ข้อ 5) แม้ว่าเนื้อที่จะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5 ตารางเมตร แต่ถ้าหลังคานั้นทำให้ที่ดินที่เป็นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมลดน้อยลงไปกว่าร้อยละ 30 ก็ถือเป็นการขัดข้อบัญญัติ ทำไม่ได้ครับ.
Popularity: 15%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
ช่วงหน้าฝนเช่นนี้หากใครสังเกตดีๆจะได้พบกับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ไม่แรงจ้าจนเกินไปนัก รวมไปถึงแสงแดดยามหลังฝนที่ส่องประกายกิ่งไม้ใบหญ้าพาให้รู้สึกสดชื่น และหากวันที่ดีๆจะมีแสงส่องทำปฏิกิริยาอยู่บนท้องฟ้าที่เราเรียกกันว่าปรากฏการณ์ รุ้งกินน้ำ 7 สีที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างพากันชื่นใจเมื่อได้ยล
แสงแดดหน้าฝนมีผลต่อความร้อนภายในอาคารน้อยกว่าหน้าร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งหากบ้านตั้งอยู่ในทิศทางของการรับแสงเข้าสู่ภายในอาคารได้อย่างสวยงามแล้วละก็ จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวบ้านได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องโถง บันได ระเบียง หรือชานพัก แสงธรรมชาติยังถูกนำมาใช้เพื่อให้ห้องขนาดเล็กดูกว้างใหญ่ขึ้นได้ การเจาะช่องหน้าต่างให้กว้างและมีจำนวนมากก็จะช่วยรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น
เพราะนอกจากหน้าต่างที่กว้างจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติแล้ว ยังเป็นช่องระบายลมให้ภายในบ้านเย็นสบายยิ่งขึ้น อีกอย่างหน้าต่างที่กว้าง ยังจะเป็นตัวนำสายตาให้มองออกไปข้างนอก ไม่ถูกปิดกั้นจึงทำให้บริเวณบ้านดูเหมือนกว้างขึ้น ในอดีตสถาปนิกและนักออกแบบหลายท่านพยายามศึกษาทิศทางของแสงที่ก่อให้เกิดจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกของคนเราอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นโบสถ์ไทยที่เน้นแสงด้านข้างและจากประตูด้านหน้าส่องมายังพระประธาน หรือโบสถ์ฝรั่งสมัยกอธิคที่เล่นกระจกสีกับช่องแสงที่ส่องลงมาบริเวณภายในรอบอาคารที่สร้างความประทับใจในความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
สำหรับแสงธรรมชาติที่สาดส่องมายังอาคารพักอาศัยในประเทศเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตรแถบบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วจะแรงและค่อนข้างจ้ากว่าประเทศทางฝั่งยุโรปที่ขนาดหน้าร้อนแสงแดดก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ผู้คนส่วนมากมักเปิดหน้าต่างหรือช่องแสง ผ้าม่านมารับกับอากาศที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นกัน แตกต่างจากบ้านเราที่ต้องปิดหน้าต่าง ปิดม่านเพื่อกันความร้อนพร้อมๆกับรังสีuv ที่มากับละอองแดดจ้า
แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าแสงแดดบ้านเราจะนำเข้าสู่ตัวอาคารไม่ได้เลย สถาปนิกหรือมัณฑนากรเก่งๆหลายท่านสามารถกักแสงอบอุ่นในหน้าร้อนและหน้าหนาวให้เข้ามาสู่บริเวณพื้นที่ต่างๆภายในบ้านได้อย่างน่าสนใจไม่ต่างไปจากสถาปนิกต่างชาติ
นอกไปจากนี้ลำแสงที่สาดส่องกระทบพื้นผิวต่างชนิดกันช่วยสร้างอารมณ์สุนทรียะที่แตกต่างกันในแต่ละห้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละท่านว่าจะสร้างสรรค์หรือมีไอเดีย ความชอบส่วนตัวอย่างไร ปล่อยอิสระตามจินตนาการของแต่ละท่าน แต่ข้อพึงระวังก็คือพยายามหลีกเลี่ยงแสงในตอนกลางวันที่จ้าเกินไปนัก
ครับ แสงแดดขึ้นทางทิศตะวันออกของโลก หากคุณรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และความงามเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและแถมได้มาฟรีๆ หากคุณรู้จักกักเก็บไว้ ในการทำบ้านให้สว่างบางส่วนด้วยแสงธรรมชาติ นอกจากสร้างสุขอนามัย และประหยัดค่าไฟในตอนกลางวันแล้ว ยังดูโปร่งสบายให้ความสุนทรียะอีกด้วย ซึ่งหากเราสามารถสังเกต กำหนดปริมาณ และเล่นกับทิศทางของแสงได้ จะทำให้บ้านมีชีวิตชีวา และน่าอยู่แตกต่างไปจากความคิดเดิมๆอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามแสงอาทิตย์ยามอัสดงก็ยังคงมีเสน่ห์เช่นกัน
Popularity: 16%
ฉบับที่แล้ว ผมพูดถึงการหาจุดโชคลาภกันไปแล้ว แต่เป็นการสังเกตจากชัยภูมิภายนอกบ้าน มาฉบับนี้ผมจะเข้าไปค้นหาจุดโชคลาภในบ้านกัน ใครสนใจก็ตามอ่านกันได้เลยครับ
การหาตำแหน่งการเงินหรือโชคลาภในบ้าน ตำราฮวงจุ้ยจะมีหลักในพิจารณาโดยการคำนวณการเดินของดาวทั้ง 9 ดวงกันเลยทีเดียว เรียกว่า ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อนไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ผมจะสรุปเอามาแบบง่ายๆ ให้ดูกันก็แล้วกัน เพราะถ้าอธิบายเป็นวิชาการ เดี๋ยวมึนกันเสียก่อน
การหาจุดโชคลาภ โดยใช้หลักของการเดินดาว จะแบ่งบ้านออกเป็น 8 ลักษณะตามทิศหลักทั้ง 8 นั่นเอง บ้านแต่ละทิศจะมีจุดโชคลาภอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือจุดโชคลาภกับจุดสนับสนุนโชคลาภ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มกันที่บ้านทิศเหนือกันเลยครับ
บ้านทิศเหนือ
คำว่าบ้านทิศเหนือ ขอให้เข้าใจไว้เลยว่า หมายถึงทิศหลังบ้านนะครับ ไม่ใช่หน้าบ้าน เดี๋ยวจะสับสนกันอีก เพราะคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงทิศมักจะนึกถึงทิศหน้าบ้านเสมอ ทิศหลังบ้านจะเป็นหนุนและส่งเสริมเจ้าของบ้าน พูดภาษาชาวบ้านก็จะบอกว่า ถ้าหลังแน่นมั่นคงเสียอย่าง ไม่มีล้มง่ายๆครับ เพราะฉะนั้นทิศหลังจึงมีความสำคัญกว่าทิศหน้าบ้าน
บ้านทิศเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่ทางทิศใต้ หรือตำแหน่งหน้าบ้าน นั่นเอง และมีจุดสนับสนุนโชคลาภอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออยู่มุมซ้ายของหลังบ้าน
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันทิศนี้ถือว่ารุ่งเรืองที่สุด เพราะอยู่ในยุคที่ 8 มีความรุ่งเรืองไปจนถึงปี 2566 จุดโชคลาภในปัจจุบันจะอยู่ตำแหน่งหลังบ้านหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนทิศสนับสนุนโชคลาภจะอยู่ทางทิศใต้ หรือมุมซ้ายของหน้าบ้าน นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออก
บ้านทิศตะวันออก หันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันตก คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ชอบทิศทางนี้ เพราะถือว่าทิศตะวันตกไม่เป็นมงคล แถมตอนบ่ายแดดจะส่องเข้าหน้าบ้านอีก ใครที่อยู่บ้านทางทิศนี้ ก็อาจจะปลูกต้นไม้ช่วยลดความร้อนบริเวณหน้าบ้านสักหน่อย ก็จะดีมาก
จุดโชคลาภของบ้านทิศนี้ จะอยู่ตรงกลางของหน้าบ้านเลยหรือทิศตะวันตก ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณหน้าบ้านเช่นเดียวกัน แต่อยู่ทางด้านขวาหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
บ้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ หันทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่หน้าบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณกลางบ้านครับ
แหม..หน้ากระดาษหมดแล้ว ได้แค่บ้าน 4 ทิศเอง คงต้องต่อกันฉบับหน้าแล้วล่ะครับ ห้ามพลาดเสียด้วย เพราะผมจะบอกวิธีกระตุ้นจุดโชคลาภอย่างไรให้ได้ผล แล้วพบกันครับ..
Popularity: 19%






