Archive for July, 2009

คำถามเกี่ยวกับฮวงจุ้ยบ้าน ที่ผมมักจะถูกถามอยู่ตลอดเวลา ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “โชคลาภ” ทำอย่างไรบ้านถึงจะมีโชคมีลาภ เงินทองไหลเข้าไม่ขาดมือ  แหม..เรื่องโชค เรื่องเฮง เรื่องความร่ำรวย ใครบ้างล่ะไม่อยากมีอยากได้ทุกคนล้วนต้องการด้วยกันทั้งนั้น บางคนรวยอยู่แล้ว ก็ยังอยากที่รวยมากขึ้นเลย        

ฉบับนี้ ผมเลยหยิบเอาเรื่องของการหาจุดโชคลาภ จุดการเงิน มาพูดถึง เพราะในตำราฮวงจุ้ยมีระบุเอาไว้ชัดเจน ใครหาจุดโชคลาภเจอ แล้วรู้วิธีกระตุ้นจุดโชคลาภ ก็จะส่งผลดีในเรื่องภาวะเงินทองของเจ้าของบ้านได้        

1-final_3_LOW หลายคนเริ่มหูผึ่งแล้วใช่ไหมครับ ยิ่งภาวะการเงินฝืดเคืองแบบนี้ ก็ต้องค้นหาทุกวิถีทางเพื่อให้สภาพการเงินคล่องตัว ผมว่ามาลองดูวิธีในทางฮวงจุ้ยกันบ้าง เผื่อจะช่วยให้สถานะการเงินดีขึ้น       

การจะรู้ว่า จุดโชคลาภของบ้านอยู่ตรงไหนนั้น วิธีการหามีด้วยกันหลายวิธีครับ มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันก่อน ซึ่งเป็นวิธีแบบดั่งเดิม โดยพิจารณาจากตำแหน่งของชัยภูมิ เพราะตำแหน่งชัยภูมิในทางฮวงจุ้ย จะมีความหมายอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว        

ตำราฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า ชัยภูมิทั้ง 4 ด้าน จะประกอบไปด้วยตำแหน่งเสือ มังกร หงส์ และเต่า ความหมายของสัตว์มงคลทั้งสี่ จะมีดังนี้

    ชัยภูมิ        ความหมาย        ทิศ             ตำแหน่งในบ้าน

     เสือ            บารมี            ตะวันตก                ขวา
     มังกร          อำนาจ           ตะวันออก              ซ้าย
     หงส์           โชคลาภ         ใต้                      หน้า
     เต่า            ความมั่นคง      เหนือ                   หลัง

จะเห็นได้ว่า หงส์ แทนความหมายของโชคลาภ ซึ่งจะอยู่ทางทิศใต้ ตามหลักชัยภูมิจะอยู่บริเวณหน้าบ้านครับ เพราะหน้าบ้านถือเป็นจุดผ่านของพลังชี่ที่จะไหลเข้าสู่บ้าน ชี่หรือโชคลาภจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะบริเวณหน้าบ้านนี่แหละ ถ้าหน้าบ้านใครมีลักษณะที่ไม่ดี โชคลาภก็ไม่ไหลเข้าบ้าน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อับโชค” ครับ

หน้าบ้านที่เข้าข่ายเสีย หรือไม่ดีนั้น ในทางฮวงจุ้ยจะกำหนดเอาไว้ ดังนี้

  • ถนนหน้าบ้านวิ่งหนีจาก หลายคนอาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า บ้านที่ ตั้งอยู่บริเวณทางโค้ง คงจะพอมองเห็นภาพชัดขึ้น บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ จะไม่สามารถดึงโชคลาภเข้าบ้านได้เลย เพราะกระแสชี่ที่ไหลอยู่บริเวณนั้น จะวิ่งหนีออกไป
  • ถนนหน้าบ้านเป็นรูปคันเบ็ด หรือเป็นลักษณะหักมุมเข้าสู่บ้าน ในตำรา ระบุเอาไว้ค่อนข้างจะน่ากลัวทีเดียวว่า โชคลาภจะวิบัติ ทรัพย์สมบัติไม่เหลือ คำอธิบายในทางฮวงจุ้ยจะบอกว่า ลักษณะถนนแบบนี้ จะส่งผลให้พลังชี่ไหลเวียนไม่สะดวก เพราะมีลักษณะที่หักมุมมากเกินไป และที่สำคัญถนนจะพุ่งเข้าสู่บ้าน เหมือนตะขอเกี่ยวเบ็ด บ้านเลยไม่ต่างไปจากปลาที่ติดเบ็ด รอวันตายลูกเดียว
  • หน้าบ้านอุดตัน เช่น มีอาคารสูงอยู่ตรงข้าม มีเสาไฟฟ้าแรงสูง มีต้นไม้ใหญ่ ขวางทางเข้าบ้าน ทำให้พลังชี่ไหลเข้าไม่สะดวก เป็นการปิดบังโชคลาภ นั่นเอง
  • หน้าบ้านมีสิ่งปฎิกูลเน่าเหม็น สิ่งปฎิกูลในที่นี้อาจจะหมายถึง กองขยะ น้ำ เน่าเสีย โรงงาน โรงชำแหละสัตว์ ฟาร์มสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ดูแลความสะอาดให้ดีพอ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ อย่างนี้โชคลาภวิ่งหนีหมดครับ
  • หน้าบ้านเป็นวัด ศาลเจ้า สุสาน ในตำราบอกว่า พลังอินชี่ที่แผ่ออกมาจาก สถานที่ดังกล่าว จะเป็นตัวสกัดชี่ที่ดีไม่ให้ไหลเข้าบ้าน ผลก็คือ บ้านนั้นไม่มีโชคลาภ ประเภทลูก ฟลุ้ด ลูกเฮง ไม่มีครับ 
        

ลองวิ่งออกไปดูบริเวณหน้าบ้านของคุณดูสิ ว่าเข้าข่ายตามที่กล่าวมานี้หรือไม่ ถ้า เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ก็ถือว่า บ้านคุณขาดโชคลาภแล้วล่ะครับ แต่บ้านใครไม่ได้เข้าข่ายตามนี้ ก็อย่าเพิ่งหลงระเริง หรือดีใจจนเกินเหตุว่า บ้านตัวเองมีโชคลาภที่ดี เพราะที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเพียงการพิจารณาแค่ลักษณะชัยภูมิภายนอกบ้านเท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องตำแหน่งภายในบ้าน แล้วก้อทิศทางกันเลย        

ยังมีเรื่องที่จะต้องค้นหาตำแหน่งโชคลาภกันอีกครับ ถ้าใครสนใจร่วมก๊วนตาม หาโชคลาภกับผม ก็คงต้องตามอ่านฉบับหน้าแล้วล่ะครับ …

Popularity: 27%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์

เรื่องของสัดส่วนความสวยงามอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติที่มนุษย์ เราสามารถถอดรหัสเอาความงามนั้นมาใช้เทียบเป็นความงามมาตรฐานสากลจนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน     

12 หอยงวงช้าง (Nautilus) นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชาวยุโรปคนแรก Leonardo Pisano ที่ค้นพบความลับกฎเกณฑ์การเรียงลำดับจำนวนสัมพันธ์ในวงก้นหอยในธรรมชาติที่เจริญเติบโตเป็นวงขดอยู่ภายในโครงสร้างของหอยงวงช้าง หรือ Nautilus กระทั่งการขยายตัวกลีบดอกทานตะวัน ซึ่งทฤษฎีการเรียงลำดับอัตราส่วนของ Fibonacci ที่ค้นพบนั้นคือ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55,…. จำนวนทวีคูณที่ได้ของตัวเลขนั้นเกิดจากการบวกกันของคู่ที่อยู่ข้างหน้า   โดยอาศัยอัตราส่วนของการเพิ่มจำนวนจะอยู่ที่ประมาณ 1: 1.618   ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับสัดส่วนสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากลเช่น Golden Mean ที่เป็นสัดส่วนหนึ่งในจักรวาล1

โครงสร้างสัดส่วนของหอยงวงช้างนั้น คือ logarithmic (คณิตศาสตร์ลอก-อะลิทั่ม=เลขกำลังที่ใช้ในการคำนวณเพื่อช่วยให้การคูณกลายเป็นบวก  การหารกลายเป็นลบ เลขสำหรับหาจำนวนจริงจากผลของการบวกหรือลบนี้เรียก antilogarithm) คล้ายคลึงกับสัดส่วนการขดเป็นวงของสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติและสัดส่วนร่างกายของมนุษย์เช่นกัน  จะต่างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เราสามารถรับรู้ถึง อารมณ์ ความรู้สึก อย่างกลมกลืนแนบเนียน  ในสัดส่วนของธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ ซึ่งใกล้เคียงกับการศึกษาค้นคว้าของประติมากรชาวกรีก Phidias จึงเรียกชื่อตามนามของผู้คิดค้นว่า  Phi Phi ซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็นหลักการทาง Physic ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่งในจักรวาล  จากทางช้างเผือก (the spirals of galaxies)  วงของหอยงวงช้าง (the spiral of a Nautilus seashell)  จากความกลมกลืนของเสียงดนตรี (the harmony of music)  ความงดงามในศิลปะ (the beauty in art) การเจริญเติบโตของพรรณไม้และกลีบดอก (the growth patterns of flowers and plants)   ขณะที่นักฟิสิกส์ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของแสงและอะตอม (the behavior of light and atoms) รวมไปถึงนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นวอลสตรีทที่ค้นพบรูปแบบการขึ้นลงของตัวเลขในตลาดหุ้น (the rising and falling patterns of a market)  

retro-011 ตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ Phi ถูกเฝ้าสังเกตการณ์ถึงปฏิกิริยาที่กระตุ้นต่ออารมณ์ความรู้สึก และสุนทรียภาพ  ที่ปรากฏอยู่ภายในจิตใจมนุษย์ ตั้งแต่การก่อสร้างปิรามิดในสมัยอียิปต์  การออกแบบตัวอักษร hieroglyphs บนผนังถ้ำ ขณะที่กรีกนั้นศึกษา Phi ในหลักการทฤษฎีทางหลักคณิตศาสตร์เพื่อที่จะใช้ในงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบพื้นที่ว่างของห้อง รวมทั้งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งปัจจุบัน

และทั้งหมดนี้คือความลับทางความงามในสัดส่วนของธรรมชาติที่ถ่ายทอดสู่หนทางการดำรงชีวิตทั้งที่ประกอบขึ้นเป็นบ้านร้านค้า อาคารสถานที่ต่างๆ สัดส่วนของเครื่องเรือนเครื่องใช้ ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกในความงามของคนเรา ของสรรพสิ่งทั้งหลายปรากฏอยู่รายรอบตัวเราอย่างคุ้นเคย    ขึ้นอยู่กับสายตาที่แตกต่างหลากหลายจะมีมุมมองที่ต่างกัน 

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความงามที่กล่าวมาข้างต้นมิได้เป็นกฎเกณฑ์ความงามตายตัวตลอดไป เพราะในปัจจุบันกระแสแห่งแฟชั่นด้านการออกแบบได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าโลกาภิวัตน์จะพัดพาเราไปในทิศทางใด  ซึ่งยากจะฝืนสภาวะกฎเกณฑ์ใหม่ที่มนุษย์เป็นฝ่ายควบคุมธรรมชาติขึ้นได้    พร้อมๆ กับการสร้างสรรค์ความสวยงามแปลกใหม่ในกระแสวัฒนธรรมแห่งการบริโภควัตถุนิยมตามความพึงพอใจอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

แต่กระนั้นก็ตามเราก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงอันสะดวกสบายที่สรรหาได้ตามอัตภาพของแต่ละคนครอบครัว และแต่ละสังคมจะพึงไขว่คว้าเพื่อความทันสมัยต่อไป  เว้นแต่ว่าบางท่านยังคงพึงพอใจในวิถีธรรมชาติที่ไม่อาจแยกจากและอยากทวนกระแสธรรมชาติมากเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติภัยหวนกลับมาทำลายมนุษย์เป็นระลอกๆเช่น สภาวะโลกร้อน ฯลฯ ด้วยการใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย  ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม  ถนอมทรัพยากรด้วยความเต็มใจ  และตระหนักในคุณค่าที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน   ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเองเท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือก.

Popularity: 23%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฎหมายไทย ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น เกี่ยวข้องกับกฎหมายมากมาย และต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างๆ  เนื่องจากกฎหมายจะมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา     

3-_1final_low สำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน กฎหมายที่เจ้าของบ้านควรศึกษา คือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็คือ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ฉบับที่ 3 เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2543 สาระสำคัญของกฎหมายยังมีความประสงค์จะควบคุมเรื่องสำคัญ 4 ประการ คือ ควบคุมเรื่องความมั่นคงแข็งแรง  ความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร  ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อสังคมและชุมชน  และสร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม     

กฎหมายระบุว่า ที่อยู่อาศัยประกอบด้วย เรื่องของการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรือทาวน์เฮาส์ ซึ่งทาวน์เฮาส์ ต้องมีรั้วด้านหน้า ด้านหลังและเส้นแบ่งระหว่างบ้านแถวแต่ละหน่วย ส่วนบ้านแฝดจะต่างจากบ้านเดี่ยวตรงที่บ้านแฝดต้องมีผนังแบ่งร่วมกัน       

เจ้าของบ้านสามารถดำเนินการใดๆก็ได้ภายในขอบเขตรั้วบ้านของตัวเอง แต่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่เข้ามามีส่วนสำคัญกับผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อ ระหว่างที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จนกระทั่งเมื่อคิดที่จะขายบ้านให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไปซื้อบ้านหลังใหม่            

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ต้องพิจารณาให้รอบคอบโดยประเมินถึงความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยในอนาคต ด้วยว่าจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของคุณหรือไม่ และควรวางแผนเผื่อไว้สำหรับการขยายครอบครัวหรือการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อเลี่ยงการต่อเติมอาคารในภายหลัง  การที่เลือกซื้อบ้านหลังเล็ก แล้วคิดว่าจะต่อเติมเมื่อมีงบประมาณมากขึ้นในอนาคต อาจไม่สามารถทำได้เพราะมีปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นแต่ว่าคุณซื้อที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่มากกว่าขนาดของที่ดินมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจัดสรรที่ดิน กล่าวคือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ควรมากกว่า 50 ตารางวา บ้านแฝดเนื้อที่ควรมากกว่า 35 ตารางวา และทาวน์เฮาส์เนื้อที่ควรมากกว่า 16 ตารางวา              

โดยส่วนใหญ่โครงการบ้านจัดสรร จะพัฒนาที่ดินโดยสร้างบ้านเต็มพื้นที่ตามที่กฎหายกำหนดไว้แล้ว คือ บ้านเดี่ยวก็จะสร้างเต็มพื้นที่ 70% ของแปลงที่ดินและเว้นมีพื้นที่ว่าง 30 % ตามที่กฎหมายกำหนด และทาวน์เฮาส์จะสร้างโดยมีที่ว่างด้านหลัง 2 เมตร ด้านหน้า 3 เมตร ดังนั้นทาวน์เฮาส์จึงไม่สามารถต่อเติมได้    

แต่ตามกฎกระทรวง กำหนดว่าถ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการต่อเติมอาคาร และถ้าพื้นที่ที่ต่อเติมเกินจาก 5 ตารางเมตรขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการขอดัดแปลงอาคาร รวมถึงการต่อเติมชั้นบน ก็ต้องพิจารณาถึงน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะการรับน้ำหนักตามกฎหมายจะนับจาก 150 ตารางเมตรต่อคน หากต่อเติมจนน้ำหนักเกิน 10% ของโครงสร้างเดิมก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร ผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องไปขอต่อเติมอาคารตามกฎหมาย      

PKK_5217แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะพบว่าอัตราการต่อเติมที่พักอาศัยมีให้เห็นทั่วไปในทุกโครงการ เช่น การต่อเติมด้านหลังอาคาร ทำเป็นห้องเพิ่มออกไปชนกำแพงเขตที่ดินคือ เอากำแพงเขตที่ดินด้านหลังบ้านทำเป็นผนังห้อง กั้นกำแพงทึบด้านข้าง แล้วทำหลังคาครอบ  และบางรายหนักไปกว่านั้นอีกคือ การทำหลังคาส่วนต่อเติมเป็นแผ่นคอนกรีตเพื่อใช้เป็นระเบียงชั้นสอง ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะกำแพงรั้วไม่ได้มีรากฐานพอจะรับน้ำหนักอะไรอื่นได้นอกจากตัวมันเอง เมื่อเอาน้ำหนักโครงสร้างหลังคา รวมไม้ เหล็ก คอนกรีต เข้าด้วยกัน หนักหลายตัน มาวางทับลงไป จะทำให้กำแพงทรุด ซึ่งมันไม่ได้ทรุดให้เห็นทันที แต่จะเริ่มทรุดไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้โครงสร้างส่วนต่อเติมเกิดการแตกร้าว แยกตัว และจะพังลงในที่สุด!!      

การต่อเติมที่อาจจะทำโดยไม่รู้ เน้นความสะดวก ไม่อยากปรึกษาหรือไปจ้างวิศวกร ให้เปลืองเงิน แต่กลับไปจ้างช่างก่อสร้างที่มีความรู้แค่งานก่ออิฐ ฉาบปูน มาแล้วเราก็ชี้บอกว่า ให้ต่อตามแบบที่เราคิด ช่างก็จะทำตามใจเจ้าของบ้าน เพราะช่างมีหน้าที่แค่รับงานแล้วก็รับเงินเท่านั้น ช่างไม่ได้รับผิดชอบความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวเราด้วยนะครับ  กันไว้ดีกว่าแก้ทำตามขั้นตอน ปรึกษาวิศวกรออกแบบโครงสร้าง ให้วิศวกรคำนวณว่าการต่อเติมของคุณมีผลกระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ ถ้ากระทบก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัว การแตกร้าว     

เมื่อเรารู้แล้วว่ามีพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ควบคุมในเรื่องการต่อเติม ซึ่งกฎหมายนี้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านเป็นสำคัญ ถ้าคุณอยากจะต่อเติม ไม่ว่าต่อเติมห้องสักห้องหนึ่ง ทำโรงรถ ทำห้องคนใช้ ก็ต้องขออนุญาต เพื่อให้ถูกกฎหมาย          

สำหรับผู้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อเติม เพราะคงไม่มีใครมาตรวจหรือดำเนินคดี ความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าหน้าที่เขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สามารถมาตรวจตลอดเวลา และเมื่อใดที่มีการตรวจพบเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที และหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเพื่อนบ้านรอนสิทธิด้วยการต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาโดยตรงที่ 1555 ศูนย์รับเรื่องราวร้องร้องทุกข์ สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนในเขตภูมิภาคสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นครับ และในฉบับหน้าผมจะมีไอเดียเรื่องการต่อเติมบ้านไม่ให้ผิดกฎหมาย มาฝาก.

Popularity: 18%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google