Archive for April, 2009

…ทางยกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามแยก ทางด่วน หรือทางรถไฟฟ้า ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะร้ายในทางฮวงจุ้ยทั้งสิ้น สำหรับอาคารบ้านเรือน ตำราฮวงจุ้ยเปรียบทางยกระดับ เสมือนมังกรที่เลื้อยผ่าน กระแสที่สูงกว่าถนนจะตัดตัวอาคาร สร้างความเสียหายไปทั่ว

ใครที่มีบ้าน ร้านค้า หรืออาคารที่อยู่ติดกับทางยกระดับ คงจะพอเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผมเจอลูกค้าหลายรายบ่นให้ฟัง จนบางรายถึงกับต้องย้ายหนีเพราะทำธุรกิจไม่ได้ ทางรถไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ย่านสีลม สุขุมวิท ที่เคยรุ่งเรืองสุดๆ พอมีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าตลอดแนว ความรุ่งเรืองที่เคยมีก็แทบจะหายไป จะมีจุดที่ได้ผลประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทางขึ้นรถไฟฟ้าเท่านั้น

Rail-Way-01 ผลกระทบของทางยกระดับ อย่างแรกก็คือ โครงสร้างที่ใหญ่โตเกือบเต็มถนน จะปิดบังสองฟากฝั่งถนน ร้านค้า อาคารที่เคยมองเห็นอย่างโดดเด่นก็ถูกปิดบังจนหมดส่งผลโดยตรงต่อการทำธุรกิจ ลูกค้าที่มาติดต่อไม่สามารถมองได้ชัดเจนเหมือนแต่ก่อน รถไฟฟ้าวิ่งตัดผ่าน ปิดบังอาคารเกือบมิด

ประเด็นที่สอง กระแสที่เคยวิ่งบนถนน สายเดียว จะถูกแชร์เป็นสองสายทั้งข้างบนข้างล่าง ทำให้ร้านค้าที่ไม่ได้อยู่บริเวณสถานีขึ้นลงรถไฟฟ้าเสียประโยชน์ไป เพราะลูกค้าด้านบนไม่สามารถมองเห็นร้านค้าได้ แต่ถ้าลูกค้าวิ่งบนถนนปกติ ก็จะสามารถมองเห็นได้ทั้งสองฝั่ง

หลายคนถามผมว่า จะแก้ไขอย่างไรในกรณีแบบนี้ ผมก็มักจะตอบไปว่า วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ต้องหาทำเลที่อยู่ใกล้ทางขึ้นลงเท่านั้นเพราะเป็นเรื่องของโครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ ซินแสบางคนบอกว่า แก้ได้ ให้ติดกระจกบ้าง ติดยันต์หัวเสือบ้าง ผมเห็นหลายร้านติดกันก็ช่วยอะไรไม่ได้

ผมยังจำได้ว่า กรณีของธนาคารกสิกรไทย ที่เมื่อก่อนสำนักงานใหญ่จะอยู่ที่ถนนพหลโยธิน พอทราบข่าวว่า ถนนสายนี้จะสร้างทางรถไฟฟ้า ผู้บริหารจึงมีนโยบายย้ายสำนักงานใหญ่ทันที จนปัจจุบันย้ายมาอยู่ใกล้กับสะพานพระราม 9 (สะพานแขวน) ส่วนธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่บนถนนสีลมก็มีแผนที่ย้ายไปอยู่ถนนพระราม 3 เหมือนกัน แต่มีปัญหาบางประการจึงต้องอยู่ที่เดิม

แต่ถึงแม้ว่า ทางยกระดับใหญ่ๆ อย่างทางรถไฟฟ้า จะให้ผลกระทบทางธุรกิจบ้าง “แต่ในแง่ดีของทางประเภทนี้ก็มีเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเดินทาง หรือช่วยลดการจราจรที่ติดขัดบนถนนราบได้เป็นอย่างดี ธุรกิจที่อยู่บนถนนที่มีทางรถไฟฟ้าผ่าน ก็จะได้ประโยชน์อยู่บ้างโดยเฉพาะบริเวณจุดขึ้นลงสถานี

Rail-Way-02 ธุรกิจประเภทที่อยู่อาศัย อย่างคอนโดฯ หรือหมู่บ้านจัดสรร จะประสบความสำเร็จมาก ขายแพงแค่ไหนก็มีคนซื้อ เพราะการเดินทางสะดวกสบาย แถมไม่ต้องขับรถให้เสียค่าน้ำมันอีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ได้ตรงจุด” ถ้าคอนโดฯ ตั้งติดกับทางรถไฟฟ้าเกินไป การเลือกตำแหน่งห้องอย่าให้ต่ำกว่าทางรถไฟฟ้า โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตรงกับทางรถไฟฟ้าพอดี ควรเลือกชั้นที่สูงกว่าทางรถไฟฟ้าจะดีที่สุด เช่น คอนโดฯ มี 10 ชั้น ทางรถไฟฟ้ามีความสูงตรงกับชั้น 4 ดังนั้นชั้น 4 ไม่ควรเลือกเพราะตรงกับกระแสรถไฟฟ้าที่วิ่ง นั่นเอง

ทางรถไฟฟ้า ถึงแม้จะให้ผลเสียทางธุรกิจบ้าง แต่ผลดีในเรื่องของการเดินทางที่ให้ความสะดวกสบาย ก็ดูจะมีน้ำหนักไม่แพ้กัน การจะสรุปว่า มีทางรถไฟฟ้าอยู่ใกล้แล้วให้ผลเสียอย่างเดียวก็คงจะไม่ใช่ คงขึ้นอยู่กับธุรกิจ หรือการใช้ประโยชน์จากทำเล ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่มากกว่า…

Popularity: 19%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

รองศาสตราจารย์เอกชาติ  จันอุไรรัตน์

เมื่อพูดถึงในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา มีอยู่สไตล์หนึ่งซึ่งแม้กระทั่งนักออกแบบหรือมัณฑนากรแทบไม่ค่อยรู้จัก  หรือมักนำมาใช้ในงานออกแบบตกแต่งภายในบ้านเรา    และเท่าที่ทราบก็ยังไม่ค่อยมีท่านใดนำมาประยุกต์ใช้ อาจเนื่องด้วยรายละเอียดของงานและการประดิดประดอยทำได้ค่อนข้างยาก   ต้องอาศัยช่างปั้นบัวที่เก่งฉกาจมากจึงจะออกมาได้สวยงาม สไตล์ที่กล่าวถึงนี้มีชื่อเรียกว่า โรโคโค ที่อยู่ในช่วงราวพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และเทียบเคียงได้กับสมัยอยุธยาเลยทีเดียว  นับเป็นยุคทองของฝรั่งเศสและอีกหลายประเทศในแถบยุโรปหันมาตกแต่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชวัง ปราสาท และคฤหาสน์ต่างๆ    เราลองมาทำความรู้จักคุ้นเคยกับสไตล์ที่ว่ากันสักเล็กน้อยด้วยการย่อยข้อมูลและประวัติความเป็นมา  ลักษณะเครื่องเรือนและการตกแต่ง ซึ่งเชื่อว่าอาจมีใครสนใจและนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านของท่าน

ศิลปะโรโกโก ROCOCO
ประวัติทั่วไป ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของยุโรป

Rococo-01กล่าวคือ คำว่า  “Rococo”  นี้มาจากคำว่า  “Rocille” (Shell Shape) ซึ่งเป็นลายแม่บท (Motif) ที่นิยมกันมากในการตกแต่งประดับประดาของบาโรค และเมื่อคำว่า “Rocaille” นี้มาผสมกับคำว่า “Baroco” ในภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า  “Baroque” เลยกลายเป็นคำว่า “Rococo” คำนี้เริ่มใช้โดยนักประวัติศาสตร์ประมาณปี ค.ศ.1730-1840  เพื่อเรียกช่วง  (Phase)  สุดท้ายของบาโรคในระยะเวลาประมาณตั้งแต่ปี  ค.ศ. 1720  ถึง 1770/80  กว่าๆ กล่าวคือ จนถูกนีโอคลาสสิคซิสม์ลบล้างลง และคำนี้ใช้กับงานศิลปะทุกแขนงรวมทั้งสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง

แม้ว่าคำว่า “Rococo” นี้จะเริ่มต้นมาจากมัฑนศิลป์ (Decortive  Arts) ก่อนก็ตามและ “Rococo  Style” บางครั้งก็เรียกว่า “Style of Louis  XV” อันเป็นการสะท้อนถึงรสนิยมในราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่  14  ของฝรั่งเศส  (ค.ศ. 1715- ค.ศ. 1774)  รูปทรง  (Form) ที่อวบอิ่มและค่อนข้างหนักของบาโรค เริ่มเปลี่ยนเป็นรูปทรงตรงโปร่งบางเบาและงดงามโปร่งบาง  (Elegant) รูปทรงแบบตัวเลข (S) ยิ่งผอมสูงยิ่งขึ้น และการประดับประดาลวดลายต่าง ๆ จะได้รับการออกแบบโดยใช้รูปทรงหลายประเภทผสมกันที่ดัดแปลงมาจากธรรมชาติ  เช่น  เปลือกหอย   กิ่งไม้  ก้อนหิน  เป็นต้น 

รวมทั้งรูปทรงที่สะท้อนถึงความสนุกสนานบันเทิงใจอันเป็นลักษณะของสมัยนั้น รูปแบบโรโคโคนี้เป็นรูปแบบของการประดับประดา  (Ornamental  Style)  ที่บางเบาผิวเผินบนพื้นผิวมากกว่าที่เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนงอกออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของอาคารแบบบาโรค  ในทางสถาปัตยกรรมรูปแบบบาโรคที่แสดงออกถึงอารมณ์ ซึ่งมีการิโน  การินิ  (ค.ศ.1625-ค.ศ.1667)  เป็นต้นกำเนิดถูกแปรเปลี่ยนไปตามรสนิยมของชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมาผสมผสานกับระบบการตกแต่งประดับประดาของฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่  15  คือ  โรโคโค  เมืองเวียนนา  ในประเทศออสเตรีย  และภายใต้ของประเทศเยอรมันเป็นผู้นำในสถาปัตยกรรมโรโคโค  นอกเหนือจากฝรั่งเศสผู้เป็นต้นตำหรับ  ซึ่งจะเห็นได้จากการนำเอางานจิตรกรรม  ประติมากรรมมัณฑนศิลป์สาขาต่าง ๆ มาผสมผสานกันกับสถาปัตยกรรมจนเกิดผลรวมทั้งหมดที่หรูหราวิจิตรพิสดารและมีชีวิตชีวา  ในผลงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกโรโคโคพวกนี้โดยทั่วๆ ไปเราจะสังเกตได้ว่ามีการจัดแปลนที่ประสานกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ เช่น  สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ  ถนนหนทาง  เป็นต้น  และการออกแบบแปลนและรูปด้านที่ประสานกลมกลืนกัน

ในระยะแรกความสำคัญของศิลปะโรโคโคอยู่ที่การตกแต่งและการประดิษฐ์ลวดลายประดับอาคารและอื่นๆ โดยได้รับอิทธิพลศิลปะบาโรกของอิตาลี ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการสร้างพระราชวังแวร์ซาย ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ช่างชาวฝรั่งเศสได้ดัดแปลงความละเอียด ความโอ่อ่าหรูหราตลอดจนเส้นและรูปทรงที่โค้งฉวัดเฉวียน แต่ยังคงความแข็งแรง แน่นทึบของมวลปริมาตรอยู่ ให้มาเป็นความนุ่มนวล อ่อนหวาน บอบบางมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะปรากฏให้เห็นทั้งงานวิจิตรศิลป์และศิลปะประยุกต์

Rococo-02ROCOCO PERIOD 1730-1760 สมัยของระยะพระเจ้าหลุยส์ที่15 (1723-1774) เป็นระยะเวลาที่ศิลปะและการตกแต่งทำกันอย่างประหยัดลงขนาดของห้องและลักษณะของเครื่องเรือนเล็กลงและการตกแต่งมีความเว้าโค้งอ่อนไหวมาก สีที่ใช้ก็อ่อนๆนุ่มนวล มีลักษณะของสตรีเพศแฝงอยู่ตัดลักษณะเสาของสถาปัตยกรรมโบราณออกและมีอิทธิพลของทางตะวันออกมากขึ้น   

การตกแต่งสมัยโรโคโคนี้เป็นที่เข้าใจว่าหลุยส์ที่ 15 ให้ความสำคัญในการตกแต่งภายในมากกว่าสถาปัตยกรรม คำว่า ROCOCO  คือคำว่าที่รวมความหมายในภาษฝรั่งเศส ระหว่างคำว่า ROCAILLE ซึ่งหมายถึง หิน คำที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ และคำว่า COQUILLE ซึ่งหมายถึง หอย ฝาหอย จึงทำให้ลวดลาย หลักที่ใช้ในสมัยนี้มีลายฝาหอยเป็นสำคัญ การออกแบบในสมัยนี้ยึดหลักความเหมาะสม ความสะดวกสบายด้านการใช้สอยของมนุษย์เป็นหลักสำคัญห้องต่างๆมีขนาดเล็กลงและเพิ่มการแบ่งสัดส่วนของเนื้อที่ให้ได้รับประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการต่างๆ เช่น ส่วนที่เป็นกลางซึ่งใช้รวมกันและส่วนที่เป็นบริเวณส่วนตัวโดยเฉพาะ มีการจัดห้องรับรองสำหรับใช้ฤดูหนาวและฤดูร้อน   ห้องสมุดส่วนพระองค์ ห้องนั่งเล่น ห้องพักผ่อน ห้องเล่นเกม ห้องดื่มกาแฟ ห้องดนตรี ห้องนอนและห้องแต่งตัว ซึ่งทุกอย่างเหมือนการจัดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยกเว้นห้องน้ำ มีส่วนลับเฉพาะสำหรับส่วนตัวจริงๆซึ่งซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้า โดยต้องเข้าทางตู้เสื้อผ้าหรือเจาะช่องเข้าทางผนังห้องซึ่งตกแต่งไว้ แต่ไม่เน้นเป็นประตู          

การตกแต่งแบบโรคโคโค ซึ่งมีการใช้เส้นโค้งเว้าอย่างอิสระ (CURVILINER) นั้นแสดงออกให้เห็นลักษณะลวดลายซึ่งเลื้อยไหลในส่วนลายละเอียดมีลักษณะของเปลวไฟ ลักษณะของห้องดู มีเสน่ห์ การตกแต่งผนังส่วนใหญ่เป็นไม้ ระหว่างช่วงที่ผนังชนเพดานมีเพียงบัวประกอบมุมเท่านั้น ลดช่วงขนาดของการตกแต่งผนังให้เล็กลง ส่วนบนและส่วนล่างของกรอบที่ใช้ตกแต่งผนังเป็นไม้แกะลายเส้นเหมือนขอบริมฝีปากของผู้หญิงหรือเป็นเส้นโค้งเว้าต่อเนื่องกัน ตามมุมกรอบที่ตกแต่งผนังมีลักษณะสี่เหลียมผืนผ้าตามแนวตั้งเพื่อประกอบความสูงของห้อง ไม่มีการใช้กรอบลักษณะสี่เหลี่ยมจตุรัสเลย

ในผนังด้านหนึ่งมีการแบ่งเป็นกรอบเล็กกรอบใหญ่ประกอบกันไป รวมทั้งผนังที่ตรงข้ามกัน มีการประกอบลวดลายและเดินเส้นทองเขียนตกแต่งช่วงกลางกรอบด้วยลายเครือเถาวัลย์สีนุ่มนวล   ส่วนที่อยู่อาศัยทั่วไปก็เพียงแต่ทาสีเท่านั้น ในบางห้องใช้ไม้โอ๊คสีธรรมชาติลงขี้ผึ้งขัดเนื้อไม้เป็นพื้น และในบางห้องก็ทาสีอ่อนๆ เช่นสี ชมพู เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เป็นต้น ในระยะนี้มีการห้อยผ้าทอเป็นภาพตกแต่งผนังซึ่งเป็นส่วนที่เด่นของห้องหรือที่ประหยัดกว่าก็ใช้ผ้าไหมเขียนภาพห้อยตกแต่งผนังแทน ส่วนที่ใช้ในการตกแต่งผนังอย่างอื่นก็มี เช่น กระจกเงา เชิงเทียน   เตาผิงทำด้วยหินอ่อน ชั้นขอบเหนือเตาผิงมีลักษณะโค้งเว้า

ลักษณะนี้รวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย   ช่วงเหนือเตาผิงตกแต่งด้วย ไม้แกะสลัก กระจกเงา หรือภาพเขียน ส่วนผนังด้านตรงข้ามรวมไปถึงด้านหน้าที่เป็นช่องใส่ฟืนด้วย เหนือโต๊ะคอนโซลตกแต่งด้วยกระจกเงาเพื่อสะท้อนแสงสว่างจากโคมระย้าที่ห้อยอยู่ตรงกลางห้อง หน้าเตาผิงมีแผ่นเหล็กตกแต่งด้วยลวดลายทองแบบโรคโคโคเพื่อบังแสง ลูกไฟและกระจายความร้อน ลวดลายที่อยู่บนผ้าที่ใช้ในการตกแต่งมีขนาดเล็กลง มีลายรูป ริ้วแถบผ้า ช่อดอกไม้ ลายฝาหอย ประกอบกับลวดลายโค้ง เว้า กลมกลืนกับความโค้งของเส้นรอบบัวที่ตกแต่งผนังและมีการใช้ผ้าฝ้ายพิมพ์ลวดลายกลุ่มใหญ่โดยใช้สีแดง น้ำเงิน เขียวและสีไข่ไก่ ลงบนผ้าพื้นสีขาว หน้าต่างห้อยม่านสีอ่อนๆ พื้นไม้ปาร์เก้สี่เหลี่ยมผืนผ้าสลับสีด้วยไม้ต่างชนิดกัน ส่วนที่เป็นห้องโถงส่วนกลางปูพื้นด้วยแผ่นหินอ่อนสี่เหลี่ยม แล้วปูด้วยพรมชนิดหนาลวดลายโรคโคโค สีนุ่มนวล

Rococo-03 ศิลปโรโคโค (ภาษาอังกฤษ:Rococo) หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า "ศิลปแบบหลุยส์ที่ 15" (Louis XIV Style) ศิลปโรโคโคเริ่มพัฒนามาจากศิลปฝรั่งเศส และการตกแต่งภายในเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 ห้องที่ออกแบบแบบโรโคโคจะเป็น เอกภาพ คือทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ไม่ว่าจะเป็นผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องประดับ จะออกแบบเพื่อให้กลมกลืนกันอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่จะอิสระต่อกัน คือไม่มีสิ่งใดในห้องนั้นที่นอกแบบออกมา ภายในห้องจะมีเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราและอลังการ รูปปั้นเล็กๆแบบประดิดประดอย ภาพเขียนหรือกระจกก็จะเป็นกรอบลวดลาย และพรมแขวนผนัง ที่ถ้าแยกอะไรออกมาก็จะทำให้ห้องนั้นไม่สมบูรณ์แบบ ศิลปโรโคโคมาแทนด้วยสถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิคและบาโรค

สไตล์โรโคโคเริ่มขึ้นจากงานมัณฑนศิลป์และศิลปะการตกแต่งภายใน ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เมื่อปลายรัชสมัยการตกแต่งอย่างหรูหราแบบโรโคโคก็เริ่มเบาขึ้น มีเส้นโค้ง และลวดลายเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะเห็นชัดได้จากผลงานของ นิโคลัส พินเนอ (Nicholas Pineau) ระหว่างสมัยรีเจนซ์ (R?gence) ชีวิตราชสำนักก็เริ่มย้ายออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ โรโคโคก็มีรากฐานมั่นคงขึ้นโดยเริ่มจากงานในวังหลวงแล้วขยายออกมาสู่งานสำหรับชนชั้นสูง ลักษณะอ่อนไหวและขึ้เล่นของโรโคโคทำให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อของรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยแท้ราวประมาณปี ค.ศ. 1730 เป็นระยะที่ศิลปโรโคโครุ่งเรืองที่สุดในประเทศฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมลักษณะนี้เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลต่อศิลปะแขนงอื่นๆด้วย เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม และ เฟอร์นิเจอร์ จะเห็นได้จากงานของ ฌอง อองตวน วัตโตว์ (Jean-Antoine Watteau) และ ฟรองซัวส์ บูแชร์ (Fran?ois Boucher) ศิลปโรโคโคยังรักษาลักษณะบางอย่างของศิลปบาโรกเช่นความซับซ้อนของรูปทรง (form) และความละเอียดลออของลวดลาย แต่สิ่งที่โรโคโคจะแตกต่างกับบาโรกคือจะผสมผสานลักษณะอย่างอื่นเข้ามาด้วย รวมทั้งศิลปะจากทางตะวันออกโดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น และองค์ประกอบจะขาดความสมดุล (asymmetric)

ศิลปะแบบโรโคโคเผยแพร่โดยศิลปินชาวฝรั่งเศส แต่ผู้ที่ตื่นเต้นกับศิลปะลักษณะนี้มากก็คือสถาบันคาทอลิกทางใต้ของประเทศเยอรมนี บริเวณโบฮิเมีย (Bohemia-ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และประเทศออสเตรีย เพราะเป็นศิลปะที่สามารถประสมประสานอย่างกลมกลืนกับศิลปบาโรคแบบเยอรมนีได้เป็นอย่างดี ศิลปโรโคโคแบบเยอรมนีจะใช้กันมากในการสร้างโบสถ์ สำนักสงฆ์ (monasteries) และวัง ในสมัยพระเจ้าฟรีดริชมหาราช แห่ง ปรัสเซีย ศิลปินแห่งราชสำนักปรัสเซียก็เริ่มสร้างลักษณะโรโคโคที่เป็นของตนเองที่เรียกกันว่าโรโคโคแบบฟรีดริช (Frederician Rococo) ซึ่งมีอิทธิพลมาจากโรโคโคฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ สถาปนิกมักจะตกแต่งภายในด้วยปุยเมฆที่ทำจากปูนปั้น (stucco) ทั่วไปทั้งห้อง

พอถึงปลายสมัยโรโคโค ศิลปะแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมกันทางเหนือและใต้สุดของประเทศอิตาลี ฟรานเซสโก บอโรมินิ (Francesco Borromini) และ กัวริโน กัวรินี (Guarino Guarini) ใช้โรโคโคที่เมืองตูริน เวนิส เนเปิล และ ซิซิลี แต่ทางบริเวณทัสเคนี และ โรม จะไม่นิยมโรโคโค และยังยึดอยู่กับศิลปะแบบบาโรค

โรโคโคที่ประเทศอังกฤษมักจะเรียกกันว่าศิลปะแบบฝรั่งเศส หรือ "รสนิยมฝรั่งเศส" ("French taste") สถาปัตยกรรมแบบโรโคโคจะไม่เป็นที่นิยม แต่โรโคโคที่นิยมกันก็คือการทำเครื่องเงิน เครื่องกระเบื้อง และไหม ธอมัส ชิพเพ็นเดล (Thomas Chippendale) ช่างออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เปลี่ยนรูปแบบการทำเฟอร์นิเจอร์โดยการนำโรโคโคมาประยุกต์ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth) เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีของความสวยงามของโรโคโค ถึงแม้ว่าโฮการ์ธจะไม่ใช้คำว่าโรโคโคโดยตรงในหนังสือชื่อ "การวิจัยเรื่องความงาม" (Analysis of Beauty) (ค.ศ. 1753) แต่โฮการ์ธก็พูดถึงความอ่อนช้อย สละสลวยของเส้นและรูปโค้งแบบเอส (S-curves) ที่โรโคโคใช้ ซึ่งเป็นหัวใจของศิลปะโรโคโค และเป็นสิ่งที่ทำให้โรโคโคมีความอ่อนช้อยสวยงาม และทำให้แตกต่างจากศิลปะสมัยคลาสสิคซิสม์ (Classicism ซึ่งเป็นศิลปะสมัยที่หันกลับไปนิยมเลียนแบบศิลปะแบบกรีกและโรมัน) ที่จะขึงขังเพราะการใช้เส้นตรงหรือวงกลมเป็นหลัก ศิลปโรโคโคเริ่มวิวัฒนาการขึ้นในขณะเดียวกับที่มีการฟื้นตัวกลับมานิยมสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ("สมัยฟื้นฟูกอธิค" (Gothic Revival)) เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18

ครับอ่านแล้วค่อนข้างจะหนักไปทางประวัติศาสตร์บ้างพอสมควร   แต่ก็เชื่อว่าบางท่านสนใจและเป็นความหลากหลายที่ได้ความรู้ติดตัวไปบ้างจากคอลัมน์นี้  นอกเหนือไปจากตกแต่งเท่านั้นครับ

Popularity: 22%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

April-06ฤดูร้อน โดยเฉพาะร้อนสุดของปีในเดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีวันหยุดยาว ท่านที่ชอบท่องเที่ยว ขอแนะนำให้เที่ยวไทย ไม่ว่าจะภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก หรือตะวันตก เพื่อช่วยกระตุ้นการใช้เงินให้หมุนเวียนภายในประเทศ ถ้าคนไทยด้วยกันยังไม่ช่วยกันเราก็คงหวังเพิ่งใครไม่ได้หรอกครับ แต่สำหรับท่านที่รักบ้าน ต้องการหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ส่วนใหญ่ก็จะใช้ช่วงเวลานี้ล่ะ ที่จะมีเวลามาดูแลจัดตกแต่งปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่

ขอแนะไอเดีย คลายร้อน ด้วยการปลูกต้นไม้ ทั้งภายนอกบ้าน คือบริเวณสวนโดยรอบบ้าน และห้องต่างๆ ภายในบ้าน ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ มีวัตถุประสงค์และความต้องการที่แตกต่างกันของเจ้าของบ้านแต่ละท่าน โดยหลัก ๆ คือ ต้องสวยงาม ตามมาด้วยร่มรื่น และที่ขาดไม่ได้คือ เรื่องความเชื่อเรื่องพรรณไม้มงคล ซึ่งหากเลือกปลูกพรรณไม้ที่ถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน ก็จะช่วยเสริมให้บ้านอยู่เย็นเป็นสุขหรือมีโชคลาภ แต่เรื่องอย่างนี้ไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่ชัดเจน เป็นเพียงความเชื่อและความชอบ ส่วนบุคคล และเพื่อความสบายใจครับ
พรรณไม้มงคล ก็ยังมีชนิด หรือประเภทให้เลือกปลูก อีกหลากหลาย เช่น

  • ไม้มงคลประจำบ้าน  เชื่อกันว่าหากปลูกพรรณไม้นี้ไว้ในบริเวณบ้าน จะเป็นสิริมงคลกับเจ้าของบ้าน เช่น ขนุน เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน วาสนา เสน่ห์จันทร์ขาว  พุด เป็นต้น
  • ไม้มงคลประจำทิศ  เป็นอีกหลักในการเลือกปลูกพรรณไม้ โดยพิจารณาจากทิศทั้ง 8 ทิศ ในการเลือกพรรณไม้ที่จะปลูก เพื่อช่วยเสริมมงคลยิ่งขึ้น ดังนี้

พรรณไม้ประจำทิศเหนือ  เช่น โกสน ไผ่ หมากเขียว หมากแดง บอนสี

พรรณไม้ประจำทิศใต้ เช่น ใบเงินใบทอง เงินไหลมา พุทธรักษา พวงแสด พวงชมพู เล็บมือนาง กุหลาบ เข็ม หมากแดง 

พรรณไม้ประจำทิศตะวันออก เช่น บอนสี เงินไหลมา หมากผู้หมากเมีย ไผ่ สาวน้อยปะแป้ง สนฉัตร ปาล์มขวด

พรรณไม้ประจำทิศตะวันตก เช่น การเวก แก้ว วาสนา มะลิ พุทธรักษา ใบทอง พุด พวงเงิน แสงจันทร์ ประดู่  พู่ระหง หมากนวล ทองหลาง

พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สาวน้อยปะแป้ง ปาล์มขวด ว่านหางจระเข้ สร้อยอินทนิล สนฉัตร เป็นต้น

พรรณไม้ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ชวนชม ใบเงิน ใบทอง บัวหลวง สร้อยอินทนิล สารภี ผกากรอง อัญชัน

พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เช่น หมากเขียว หมากนวล โมก พู่ระหง มะลิ แก้ว เฟิร์น

พรรณไม้ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ เช่น โมก หมากนวล มะลิ กุหลาบ แก้ว เข็ม พุทธ ชวนชม ใบเงิน ใบทอง เล็บมือแดง

 
  • ไม้มงคลประจำวันเกิด
       วันอาทิตย์; โกสน กุหลาบ เข็ม คริสต์มาส จำปา ชบา พุทธรักษา หมากแดง เฟื่องฟ้า
       วันจันทร์; แก้ว กระถิน จำปี มะลิ พุดซ้อน พิกุล พลูด่าง มะละกอ มะม่วง มะยม ฝรั่ง บัวบก ราตรี เสน่ห์จันทร์ขาว
       วันอังคาร; กุหลาบ บานไม่รู้โรย ชวนชม ใบเงิน ใบทอง โกสน ชบา ไฮเดรนเยีย พวงชมพู เข็ม
       วันพุธ; ขนุน คูน เงินไหลมา มะยม มะละกอ พลูด่าง วาสนา บอนสี ว่านหางจระเข้  ไผ่ สนฉัตร
       วันพฤหัสบดี; การเวก จำปา จำปี พุดซ้อน ราตรี บานชื่น พุทธรักษา มะลิซ้อน มะละกอ 
       วันศุกร์; พู่ระหง โกสน กุหลาบ แก้ว สร้อยอินทนิล บัว มะลิ พุดซ้อน ผกากรอง เข็ม อัญชัน
       วันเสาร์; ฝรั่ง มะละกอ มะม่วง ชมพู่ หมากเขียว เฟื่องฟ้า วาสนา มะลิซ้อน อัญชัน จำปา จำปี

การตกแต่งต้นไม้ภายในบ้าน มีได้หลายแบบ ตั้งแต่การนำดอกไม้สีสวย จัดลงแจกัน แต่ก็จะอยู่ได้ไม่นานก็จะโรยรา แต่คราวนี้อยากชวนให้นำมาปลูกกันในบ้านเลยครับ โดยการจัดต้นไม้ ขนาดและความสูงที่เหมาะสม กับจุดที่เราจะตั้งวาง และเลือกหากระถางสวยๆ มาจัดวางตามมุมบ้าน เพื่อลบเหลี่ยม ลบมุมต่าง ๆ และทำให้บ้านที่เคยแห้ง สดชื่น ดูดีมีชีวิต ชีวา ขึ้นมา

สำหรับจุดในการตั้งกระถาง ขอให้เลือกจุดที่ชอบ และเป็นจุดที่เหมาะสม เช่น ห้องน้ำ เหมาะกับต้นไม้ในกระถางเล็ก ๆ เช่น เฟิร์น พลูด่าง หรือพืชในกลุ่มปาล์ม นอกจากน้ำในกระถางแล้ว ยังมีไอน้ำเย็นๆ ที่ระเหยมาให้ต้นไม้ได้ดูดซับด้วย ห้องครัว เหมาะกับต้นไม้ประเภทสมุนไพร เช่น โหระพา กระเพรา ตะไคร้ หรือพริก ได้ทั้งความชุ่มชื่น ความหอม และยังนำมาใช้ปรุงอาหาร ได้อีกด้วย และสิ่งที่จำเป็น ที่ต้องคำนึงถึง คือ ในเรื่องของการมีแสงแดดส่องถึง เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการแดด ต้องการอากาศหายใจ ควรศึกษาก่อนว่าพันธุ์ไหนต้องการแดดจัด พันธุ์ไหนโดนแดดแรง ๆ ไม่ได้ ต้นไม้บางประเภทสามารถนำเข้ามาอยู่ในบ้านได้นานประมาณครึ่งเดือน แล้วค่อยยกออกไปนอกบ้านเพื่อให้รับแสงแดดสักครั้ง
เลือกแต่งต้นไม้ ตามสไตล์และรสนิยม

Popularity: 12%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google