บ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านในโครงการบ้านจัดสรร หรือบ้านที่ปลูกสร้างเอง เมื่ออยู่ไปได้สักพัก ความต้องการใช้พื้นที่มีมากขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกเพิ่มบ้าง หรือเพื่อขยับขยายค้าขายบ้าง ส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อเติมบ้านแทนการซื้อหลังใหม่ และอาจพูดได้ว่าการต่อเติมบ้านส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้น
กฎหมายกำหนดโทษการดัดแปลงอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น การก่อสร้างต่อเติมดัดแปลงใดๆ เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งกฎหมายในเรืองนี้ คือพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน
หลักในการพิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้าน จะเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11) ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ
1. การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม
เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ
ขอยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงเพื่อขยายความให้ชัดเจน ดังนี้ หากโครงสร้างของอาคาร เดิม คือเสา คาน ไม้ หากโครงสร้างเหล่านี้ชำรุด เช่น ปลวกขึ้น ทำให้ไม้ผุ จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ การเปลี่ยนแปลง โดยใช้ไม้เช่นเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร แต่หากโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เป็นสนิมผุกร่อน ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อน แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด จำนวนเท่ากันก็ตาม
2. การเปลี่ยนส่วนต่างๆ ของอาคาร ที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม
หรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดไม่เกินร้อยละสิบ กรณีนี้หมายถึง ส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น เช่น เดิมเป็นพื้นไม้ปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน หินแกรนิต ก็ต้องคำนวณน้ำหนักว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่ ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นอันตราย
3. การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม การเพิ่ม การลด หรือการขยาย
ซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับโครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกินร้อยละสิบ
กรณีนี้หมายถึง การเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนสไตล์ของพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ ภายในบ้านและไม่ก่อให้เกิดน้ำหนักเพิ่มแต่ประการใด อาทิ การเปลี่ยนแบบประตู หน้าต่าง เปลี่ยนลายกระเบื้อง ฝ้า เพดาน กรณีนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต หรือหากการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ไม่เกินร้อยละสิบของน้ำหนักเดิมก็ไม่จำเป็นต้องยื่นขออนุญาต อย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย
4. การลดหรือขยายเนื้อที่ของพื้นที่ชั้นใดชั้นหนึ่ง
ให้มีเนื้อที่น้อยลงหรือมากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน ตัวอย่างเช่น เดิมพื้นบ้านเป็นพื้นเรียบๆ ต้องการเจาะเป็นช่องเพื่อระบายอากาศ อย่างนี้ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
5. การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคา
ให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสาหรือคาน เช่น การทำหลังคาคลุมดาดฟ้าโดยยื่นจากเดิมออกไปโดยรวมแล้วเป็นการเพิ่มเนื้อที่ออกไปไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่ทำให้คานและเสาเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่มเกินร้อยละสิบ อย่างนี้ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาต
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนผนังบ้าน (ข้อ 2) หากของเดิมกำหนดไว้ให้ต้องเป็นผนังกันไฟ แต่ไปเปลี่ยนเป็นผนังธรรมดา อย่างนี้ผิด หรือ (ข้อ 3) ด้านที่เป็นผนังทึบของอาคาร ห่างจากเขตที่ดินของผู้อื่นไม่ถึงสามเมตร แต่ไปเจาะทำประตูหน้าต่าง หรือที่ระบายลมด้านนั้นก็ไม่ได้ เพราะผิดข้อบัญญัติ หรือจะทำหลังคาคลุมพื้นชั้นล่าง (ข้อ 5) แม้ว่าเนื้อที่จะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 5 ตารางเมตร แต่ถ้าหลังคานั้นทำให้ที่ดินที่เป็นที่ว่างปราศจากสิ่งปกคลุมลดน้อยลงไปกว่าร้อยละ 30 ก็ถือเป็นการขัดข้อบัญญัติ ทำไม่ได้ครับ.
Popularity: 15%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
ช่วงหน้าฝนเช่นนี้หากใครสังเกตดีๆจะได้พบกับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ไม่แรงจ้าจนเกินไปนัก รวมไปถึงแสงแดดยามหลังฝนที่ส่องประกายกิ่งไม้ใบหญ้าพาให้รู้สึกสดชื่น และหากวันที่ดีๆจะมีแสงส่องทำปฏิกิริยาอยู่บนท้องฟ้าที่เราเรียกกันว่าปรากฏการณ์ รุ้งกินน้ำ 7 สีที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างพากันชื่นใจเมื่อได้ยล
แสงแดดหน้าฝนมีผลต่อความร้อนภายในอาคารน้อยกว่าหน้าร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งหากบ้านตั้งอยู่ในทิศทางของการรับแสงเข้าสู่ภายในอาคารได้อย่างสวยงามแล้วละก็ จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวบ้านได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องโถง บันได ระเบียง หรือชานพัก แสงธรรมชาติยังถูกนำมาใช้เพื่อให้ห้องขนาดเล็กดูกว้างใหญ่ขึ้นได้ การเจาะช่องหน้าต่างให้กว้างและมีจำนวนมากก็จะช่วยรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้น
เพราะนอกจากหน้าต่างที่กว้างจะเป็นการเปิดรับแสงธรรมชาติแล้ว ยังเป็นช่องระบายลมให้ภายในบ้านเย็นสบายยิ่งขึ้น อีกอย่างหน้าต่างที่กว้าง ยังจะเป็นตัวนำสายตาให้มองออกไปข้างนอก ไม่ถูกปิดกั้นจึงทำให้บริเวณบ้านดูเหมือนกว้างขึ้น ในอดีตสถาปนิกและนักออกแบบหลายท่านพยายามศึกษาทิศทางของแสงที่ก่อให้เกิดจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึกของคนเราอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นโบสถ์ไทยที่เน้นแสงด้านข้างและจากประตูด้านหน้าส่องมายังพระประธาน หรือโบสถ์ฝรั่งสมัยกอธิคที่เล่นกระจกสีกับช่องแสงที่ส่องลงมาบริเวณภายในรอบอาคารที่สร้างความประทับใจในความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า
สำหรับแสงธรรมชาติที่สาดส่องมายังอาคารพักอาศัยในประเทศเขตร้อนชื้นใกล้เส้นศูนย์สูตรแถบบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วจะแรงและค่อนข้างจ้ากว่าประเทศทางฝั่งยุโรปที่ขนาดหน้าร้อนแสงแดดก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่น ผู้คนส่วนมากมักเปิดหน้าต่างหรือช่องแสง ผ้าม่านมารับกับอากาศที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นกัน แตกต่างจากบ้านเราที่ต้องปิดหน้าต่าง ปิดม่านเพื่อกันความร้อนพร้อมๆกับรังสีuv ที่มากับละอองแดดจ้า
แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่ว่าแสงแดดบ้านเราจะนำเข้าสู่ตัวอาคารไม่ได้เลย สถาปนิกหรือมัณฑนากรเก่งๆหลายท่านสามารถกักแสงอบอุ่นในหน้าร้อนและหน้าหนาวให้เข้ามาสู่บริเวณพื้นที่ต่างๆภายในบ้านได้อย่างน่าสนใจไม่ต่างไปจากสถาปนิกต่างชาติ
นอกไปจากนี้ลำแสงที่สาดส่องกระทบพื้นผิวต่างชนิดกันช่วยสร้างอารมณ์สุนทรียะที่แตกต่างกันในแต่ละห้อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละท่านว่าจะสร้างสรรค์หรือมีไอเดีย ความชอบส่วนตัวอย่างไร ปล่อยอิสระตามจินตนาการของแต่ละท่าน แต่ข้อพึงระวังก็คือพยายามหลีกเลี่ยงแสงในตอนกลางวันที่จ้าเกินไปนัก
ครับ แสงแดดขึ้นทางทิศตะวันออกของโลก หากคุณรู้จักนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์และความงามเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและแถมได้มาฟรีๆ หากคุณรู้จักกักเก็บไว้ ในการทำบ้านให้สว่างบางส่วนด้วยแสงธรรมชาติ นอกจากสร้างสุขอนามัย และประหยัดค่าไฟในตอนกลางวันแล้ว ยังดูโปร่งสบายให้ความสุนทรียะอีกด้วย ซึ่งหากเราสามารถสังเกต กำหนดปริมาณ และเล่นกับทิศทางของแสงได้ จะทำให้บ้านมีชีวิตชีวา และน่าอยู่แตกต่างไปจากความคิดเดิมๆอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามแสงอาทิตย์ยามอัสดงก็ยังคงมีเสน่ห์เช่นกัน
Popularity: 16%
ฉบับที่แล้ว ผมพูดถึงการหาจุดโชคลาภกันไปแล้ว แต่เป็นการสังเกตจากชัยภูมิภายนอกบ้าน มาฉบับนี้ผมจะเข้าไปค้นหาจุดโชคลาภในบ้านกัน ใครสนใจก็ตามอ่านกันได้เลยครับ
การหาตำแหน่งการเงินหรือโชคลาภในบ้าน ตำราฮวงจุ้ยจะมีหลักในพิจารณาโดยการคำนวณการเดินของดาวทั้ง 9 ดวงกันเลยทีเดียว เรียกว่า ค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อนไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ผมจะสรุปเอามาแบบง่ายๆ ให้ดูกันก็แล้วกัน เพราะถ้าอธิบายเป็นวิชาการ เดี๋ยวมึนกันเสียก่อน
การหาจุดโชคลาภ โดยใช้หลักของการเดินดาว จะแบ่งบ้านออกเป็น 8 ลักษณะตามทิศหลักทั้ง 8 นั่นเอง บ้านแต่ละทิศจะมีจุดโชคลาภอยู่ 2 จุดด้วยกัน คือจุดโชคลาภกับจุดสนับสนุนโชคลาภ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาเริ่มกันที่บ้านทิศเหนือกันเลยครับ
บ้านทิศเหนือ
คำว่าบ้านทิศเหนือ ขอให้เข้าใจไว้เลยว่า หมายถึงทิศหลังบ้านนะครับ ไม่ใช่หน้าบ้าน เดี๋ยวจะสับสนกันอีก เพราะคนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงทิศมักจะนึกถึงทิศหน้าบ้านเสมอ ทิศหลังบ้านจะเป็นหนุนและส่งเสริมเจ้าของบ้าน พูดภาษาชาวบ้านก็จะบอกว่า ถ้าหลังแน่นมั่นคงเสียอย่าง ไม่มีล้มง่ายๆครับ เพราะฉะนั้นทิศหลังจึงมีความสำคัญกว่าทิศหน้าบ้าน
บ้านทิศเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่ทางทิศใต้ หรือตำแหน่งหน้าบ้าน นั่นเอง และมีจุดสนับสนุนโชคลาภอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออยู่มุมซ้ายของหลังบ้าน
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
บ้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันทิศนี้ถือว่ารุ่งเรืองที่สุด เพราะอยู่ในยุคที่ 8 มีความรุ่งเรืองไปจนถึงปี 2566 จุดโชคลาภในปัจจุบันจะอยู่ตำแหน่งหลังบ้านหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนทิศสนับสนุนโชคลาภจะอยู่ทางทิศใต้ หรือมุมซ้ายของหน้าบ้าน นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออก
บ้านทิศตะวันออก หันหน้าบ้านไปทางทิศตะวันตก คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ชอบทิศทางนี้ เพราะถือว่าทิศตะวันตกไม่เป็นมงคล แถมตอนบ่ายแดดจะส่องเข้าหน้าบ้านอีก ใครที่อยู่บ้านทางทิศนี้ ก็อาจจะปลูกต้นไม้ช่วยลดความร้อนบริเวณหน้าบ้านสักหน่อย ก็จะดีมาก
จุดโชคลาภของบ้านทิศนี้ จะอยู่ตรงกลางของหน้าบ้านเลยหรือทิศตะวันตก ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณหน้าบ้านเช่นเดียวกัน แต่อยู่ทางด้านขวาหรือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ นั่นเอง
บ้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
บ้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ หันทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะมีจุดโชคลาภอยู่หน้าบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนจุดสนับสนุนโชคลาภจะอยู่บริเวณกลางบ้านครับ
แหม..หน้ากระดาษหมดแล้ว ได้แค่บ้าน 4 ทิศเอง คงต้องต่อกันฉบับหน้าแล้วล่ะครับ ห้ามพลาดเสียด้วย เพราะผมจะบอกวิธีกระตุ้นจุดโชคลาภอย่างไรให้ได้ผล แล้วพบกันครับ..
Popularity: 19%
คำถามเกี่ยวกับฮวงจุ้ยบ้าน ที่ผมมักจะถูกถามอยู่ตลอดเวลา ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “โชคลาภ” ทำอย่างไรบ้านถึงจะมีโชคมีลาภ เงินทองไหลเข้าไม่ขาดมือ แหม..เรื่องโชค เรื่องเฮง เรื่องความร่ำรวย ใครบ้างล่ะไม่อยากมีอยากได้ทุกคนล้วนต้องการด้วยกันทั้งนั้น บางคนรวยอยู่แล้ว ก็ยังอยากที่รวยมากขึ้นเลย
ฉบับนี้ ผมเลยหยิบเอาเรื่องของการหาจุดโชคลาภ จุดการเงิน มาพูดถึง เพราะในตำราฮวงจุ้ยมีระบุเอาไว้ชัดเจน ใครหาจุดโชคลาภเจอ แล้วรู้วิธีกระตุ้นจุดโชคลาภ ก็จะส่งผลดีในเรื่องภาวะเงินทองของเจ้าของบ้านได้
หลายคนเริ่มหูผึ่งแล้วใช่ไหมครับ ยิ่งภาวะการเงินฝืดเคืองแบบนี้ ก็ต้องค้นหาทุกวิถีทางเพื่อให้สภาพการเงินคล่องตัว ผมว่ามาลองดูวิธีในทางฮวงจุ้ยกันบ้าง เผื่อจะช่วยให้สถานะการเงินดีขึ้น
การจะรู้ว่า จุดโชคลาภของบ้านอยู่ตรงไหนนั้น วิธีการหามีด้วยกันหลายวิธีครับ มาเริ่มกันที่วิธีแรกกันก่อน ซึ่งเป็นวิธีแบบดั่งเดิม โดยพิจารณาจากตำแหน่งของชัยภูมิ เพราะตำแหน่งชัยภูมิในทางฮวงจุ้ย จะมีความหมายอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
ตำราฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า ชัยภูมิทั้ง 4 ด้าน จะประกอบไปด้วยตำแหน่งเสือ มังกร หงส์ และเต่า ความหมายของสัตว์มงคลทั้งสี่ จะมีดังนี้
ชัยภูมิ ความหมาย ทิศ ตำแหน่งในบ้าน
เสือ บารมี ตะวันตก ขวา
มังกร อำนาจ ตะวันออก ซ้าย
หงส์ โชคลาภ ใต้ หน้า
เต่า ความมั่นคง เหนือ หลัง
จะเห็นได้ว่า หงส์ แทนความหมายของโชคลาภ ซึ่งจะอยู่ทางทิศใต้ ตามหลักชัยภูมิจะอยู่บริเวณหน้าบ้านครับ เพราะหน้าบ้านถือเป็นจุดผ่านของพลังชี่ที่จะไหลเข้าสู่บ้าน ชี่หรือโชคลาภจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะบริเวณหน้าบ้านนี่แหละ ถ้าหน้าบ้านใครมีลักษณะที่ไม่ดี โชคลาภก็ไม่ไหลเข้าบ้าน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อับโชค” ครับ
หน้าบ้านที่เข้าข่ายเสีย หรือไม่ดีนั้น ในทางฮวงจุ้ยจะกำหนดเอาไว้ ดังนี้
-
ถนนหน้าบ้านวิ่งหนีจาก หลายคนอาจนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า บ้านที่ ตั้งอยู่บริเวณทางโค้ง คงจะพอมองเห็นภาพชัดขึ้น บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ จะไม่สามารถดึงโชคลาภเข้าบ้านได้เลย เพราะกระแสชี่ที่ไหลอยู่บริเวณนั้น จะวิ่งหนีออกไป
-
ถนนหน้าบ้านเป็นรูปคันเบ็ด หรือเป็นลักษณะหักมุมเข้าสู่บ้าน ในตำรา ระบุเอาไว้ค่อนข้างจะน่ากลัวทีเดียวว่า โชคลาภจะวิบัติ ทรัพย์สมบัติไม่เหลือ คำอธิบายในทางฮวงจุ้ยจะบอกว่า ลักษณะถนนแบบนี้ จะส่งผลให้พลังชี่ไหลเวียนไม่สะดวก เพราะมีลักษณะที่หักมุมมากเกินไป และที่สำคัญถนนจะพุ่งเข้าสู่บ้าน เหมือนตะขอเกี่ยวเบ็ด บ้านเลยไม่ต่างไปจากปลาที่ติดเบ็ด รอวันตายลูกเดียว
-
หน้าบ้านอุดตัน เช่น มีอาคารสูงอยู่ตรงข้าม มีเสาไฟฟ้าแรงสูง มีต้นไม้ใหญ่ ขวางทางเข้าบ้าน ทำให้พลังชี่ไหลเข้าไม่สะดวก เป็นการปิดบังโชคลาภ นั่นเอง
-
หน้าบ้านมีสิ่งปฎิกูลเน่าเหม็น สิ่งปฎิกูลในที่นี้อาจจะหมายถึง กองขยะ น้ำ เน่าเสีย โรงงาน โรงชำแหละสัตว์ ฟาร์มสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ดูแลความสะอาดให้ดีพอ ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ อย่างนี้โชคลาภวิ่งหนีหมดครับ
-
หน้าบ้านเป็นวัด ศาลเจ้า สุสาน ในตำราบอกว่า พลังอินชี่ที่แผ่ออกมาจาก สถานที่ดังกล่าว จะเป็นตัวสกัดชี่ที่ดีไม่ให้ไหลเข้าบ้าน ผลก็คือ บ้านนั้นไม่มีโชคลาภ ประเภทลูก ฟลุ้ด ลูกเฮง ไม่มีครับ
ลองวิ่งออกไปดูบริเวณหน้าบ้านของคุณดูสิ ว่าเข้าข่ายตามที่กล่าวมานี้หรือไม่ ถ้า เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ก็ถือว่า บ้านคุณขาดโชคลาภแล้วล่ะครับ แต่บ้านใครไม่ได้เข้าข่ายตามนี้ ก็อย่าเพิ่งหลงระเริง หรือดีใจจนเกินเหตุว่า บ้านตัวเองมีโชคลาภที่ดี เพราะที่ผมกล่าวมานี้ เป็นเพียงการพิจารณาแค่ลักษณะชัยภูมิภายนอกบ้านเท่านั้น ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องตำแหน่งภายในบ้าน แล้วก้อทิศทางกันเลย
ยังมีเรื่องที่จะต้องค้นหาตำแหน่งโชคลาภกันอีกครับ ถ้าใครสนใจร่วมก๊วนตาม หาโชคลาภกับผม ก็คงต้องตามอ่านฉบับหน้าแล้วล่ะครับ …
Popularity: 27%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เรื่องของสัดส่วนความสวยงามอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติที่มนุษย์ เราสามารถถอดรหัสเอาความงามนั้นมาใช้เทียบเป็นความงามมาตรฐานสากลจนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
หอยงวงช้าง (Nautilus) นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่ชาวยุโรปคนแรก Leonardo Pisano ที่ค้นพบความลับกฎเกณฑ์การเรียงลำดับจำนวนสัมพันธ์ในวงก้นหอยในธรรมชาติที่เจริญเติบโตเป็นวงขดอยู่ภายในโครงสร้างของหอยงวงช้าง หรือ Nautilus กระทั่งการขยายตัวกลีบดอกทานตะวัน ซึ่งทฤษฎีการเรียงลำดับอัตราส่วนของ Fibonacci ที่ค้นพบนั้นคือ 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55,…. จำนวนทวีคูณที่ได้ของตัวเลขนั้นเกิดจากการบวกกันของคู่ที่อยู่ข้างหน้า โดยอาศัยอัตราส่วนของการเพิ่มจำนวนจะอยู่ที่ประมาณ 1: 1.618 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับสัดส่วนสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากลเช่น Golden Mean ที่เป็นสัดส่วนหนึ่งในจักรวาล1
โครงสร้างสัดส่วนของหอยงวงช้างนั้น คือ logarithmic (คณิตศาสตร์ลอก-อะลิทั่ม=เลขกำลังที่ใช้ในการคำนวณเพื่อช่วยให้การคูณกลายเป็นบวก การหารกลายเป็นลบ เลขสำหรับหาจำนวนจริงจากผลของการบวกหรือลบนี้เรียก antilogarithm) คล้ายคลึงกับสัดส่วนการขดเป็นวงของสิ่งต่างๆที่อยู่ในธรรมชาติและสัดส่วนร่างกายของมนุษย์เช่นกัน จะต่างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เราสามารถรับรู้ถึง อารมณ์ ความรู้สึก อย่างกลมกลืนแนบเนียน ในสัดส่วนของธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ ซึ่งใกล้เคียงกับการศึกษาค้นคว้าของประติมากรชาวกรีก Phidias จึงเรียกชื่อตามนามของผู้คิดค้นว่า Phi Phi ซึ่งต่อมาพัฒนากลายเป็นหลักการทาง Physic ปรากฏอยู่ทั่วทุกหนแห่งในจักรวาล จากทางช้างเผือก (the spirals of galaxies) วงของหอยงวงช้าง (the spiral of a Nautilus seashell) จากความกลมกลืนของเสียงดนตรี (the harmony of music) ความงดงามในศิลปะ (the beauty in art) การเจริญเติบโตของพรรณไม้และกลีบดอก (the growth patterns of flowers and plants) ขณะที่นักฟิสิกส์ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของแสงและอะตอม (the behavior of light and atoms) รวมไปถึงนักวิเคราะห์ตลาดหุ้นวอลสตรีทที่ค้นพบรูปแบบการขึ้นลงของตัวเลขในตลาดหุ้น (the rising and falling patterns of a market)
ตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ Phi ถูกเฝ้าสังเกตการณ์ถึงปฏิกิริยาที่กระตุ้นต่ออารมณ์ความรู้สึก และสุนทรียภาพ ที่ปรากฏอยู่ภายในจิตใจมนุษย์ ตั้งแต่การก่อสร้างปิรามิดในสมัยอียิปต์ การออกแบบตัวอักษร hieroglyphs บนผนังถ้ำ ขณะที่กรีกนั้นศึกษา Phi ในหลักการทฤษฎีทางหลักคณิตศาสตร์เพื่อที่จะใช้ในงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบพื้นที่ว่างของห้อง รวมทั้งงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมายที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันจนกระทั่งปัจจุบัน
และทั้งหมดนี้คือความลับทางความงามในสัดส่วนของธรรมชาติที่ถ่ายทอดสู่หนทางการดำรงชีวิตทั้งที่ประกอบขึ้นเป็นบ้านร้านค้า อาคารสถานที่ต่างๆ สัดส่วนของเครื่องเรือนเครื่องใช้ ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกในความงามของคนเรา ของสรรพสิ่งทั้งหลายปรากฏอยู่รายรอบตัวเราอย่างคุ้นเคย ขึ้นอยู่กับสายตาที่แตกต่างหลากหลายจะมีมุมมองที่ต่างกัน
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความงามที่กล่าวมาข้างต้นมิได้เป็นกฎเกณฑ์ความงามตายตัวตลอดไป เพราะในปัจจุบันกระแสแห่งแฟชั่นด้านการออกแบบได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าโลกาภิวัตน์จะพัดพาเราไปในทิศทางใด ซึ่งยากจะฝืนสภาวะกฎเกณฑ์ใหม่ที่มนุษย์เป็นฝ่ายควบคุมธรรมชาติขึ้นได้ พร้อมๆ กับการสร้างสรรค์ความสวยงามแปลกใหม่ในกระแสวัฒนธรรมแห่งการบริโภควัตถุนิยมตามความพึงพอใจอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง
แต่กระนั้นก็ตามเราก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงอันสะดวกสบายที่สรรหาได้ตามอัตภาพของแต่ละคนครอบครัว และแต่ละสังคมจะพึงไขว่คว้าเพื่อความทันสมัยต่อไป เว้นแต่ว่าบางท่านยังคงพึงพอใจในวิถีธรรมชาติที่ไม่อาจแยกจากและอยากทวนกระแสธรรมชาติมากเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติภัยหวนกลับมาทำลายมนุษย์เป็นระลอกๆเช่น สภาวะโลกร้อน ฯลฯ ด้วยการใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ถนอมทรัพยากรด้วยความเต็มใจ และตระหนักในคุณค่าที่ยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านเองเท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือก.
Popularity: 23%
คนไทยทุกคน มีหน้าที่ต้องรู้กฎหมายไทย ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้น เกี่ยวข้องกับกฎหมายมากมาย และต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายต่างๆ เนื่องจากกฎหมายจะมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา
สำหรับผู้ที่ซื้อบ้าน กฎหมายที่เจ้าของบ้านควรศึกษา คือ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็คือ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ฉบับที่ 3 เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2543 สาระสำคัญของกฎหมายยังมีความประสงค์จะควบคุมเรื่องสำคัญ 4 ประการ คือ ควบคุมเรื่องความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อสังคมและชุมชน และสร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
กฎหมายระบุว่า ที่อยู่อาศัยประกอบด้วย เรื่องของการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรือทาวน์เฮาส์ ซึ่งทาวน์เฮาส์ ต้องมีรั้วด้านหน้า ด้านหลังและเส้นแบ่งระหว่างบ้านแถวแต่ละหน่วย ส่วนบ้านแฝดจะต่างจากบ้านเดี่ยวตรงที่บ้านแฝดต้องมีผนังแบ่งร่วมกัน
เจ้าของบ้านสามารถดำเนินการใดๆก็ได้ภายในขอบเขตรั้วบ้านของตัวเอง แต่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ที่เข้ามามีส่วนสำคัญกับผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ก่อนเลือกซื้อ ระหว่างที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จนกระทั่งเมื่อคิดที่จะขายบ้านให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไปซื้อบ้านหลังใหม่
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ต้องพิจารณาให้รอบคอบโดยประเมินถึงความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยในอนาคต ด้วยว่าจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของคุณหรือไม่ และควรวางแผนเผื่อไว้สำหรับการขยายครอบครัวหรือการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อเลี่ยงการต่อเติมอาคารในภายหลัง การที่เลือกซื้อบ้านหลังเล็ก แล้วคิดว่าจะต่อเติมเมื่อมีงบประมาณมากขึ้นในอนาคต อาจไม่สามารถทำได้เพราะมีปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นแต่ว่าคุณซื้อที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่มากกว่าขนาดของที่ดินมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจัดสรรที่ดิน กล่าวคือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ควรมากกว่า 50 ตารางวา บ้านแฝดเนื้อที่ควรมากกว่า 35 ตารางวา และทาวน์เฮาส์เนื้อที่ควรมากกว่า 16 ตารางวา
โดยส่วนใหญ่โครงการบ้านจัดสรร จะพัฒนาที่ดินโดยสร้างบ้านเต็มพื้นที่ตามที่กฎหายกำหนดไว้แล้ว คือ บ้านเดี่ยวก็จะสร้างเต็มพื้นที่ 70% ของแปลงที่ดินและเว้นมีพื้นที่ว่าง 30 % ตามที่กฎหมายกำหนด และทาวน์เฮาส์จะสร้างโดยมีที่ว่างด้านหลัง 2 เมตร ด้านหน้า 3 เมตร ดังนั้นทาวน์เฮาส์จึงไม่สามารถต่อเติมได้
แต่ตามกฎกระทรวง กำหนดว่าถ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการต่อเติมอาคาร และถ้าพื้นที่ที่ต่อเติมเกินจาก 5 ตารางเมตรขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการขอดัดแปลงอาคาร รวมถึงการต่อเติมชั้นบน ก็ต้องพิจารณาถึงน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะการรับน้ำหนักตามกฎหมายจะนับจาก 150 ตารางเมตรต่อคน หากต่อเติมจนน้ำหนักเกิน 10% ของโครงสร้างเดิมก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร ผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องไปขอต่อเติมอาคารตามกฎหมาย
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะพบว่าอัตราการต่อเติมที่พักอาศัยมีให้เห็นทั่วไปในทุกโครงการ เช่น การต่อเติมด้านหลังอาคาร ทำเป็นห้องเพิ่มออกไปชนกำแพงเขตที่ดินคือ เอากำแพงเขตที่ดินด้านหลังบ้านทำเป็นผนังห้อง กั้นกำแพงทึบด้านข้าง แล้วทำหลังคาครอบ และบางรายหนักไปกว่านั้นอีกคือ การทำหลังคาส่วนต่อเติมเป็นแผ่นคอนกรีตเพื่อใช้เป็นระเบียงชั้นสอง ซึ่งอันตรายมากๆ เพราะกำแพงรั้วไม่ได้มีรากฐานพอจะรับน้ำหนักอะไรอื่นได้นอกจากตัวมันเอง เมื่อเอาน้ำหนักโครงสร้างหลังคา รวมไม้ เหล็ก คอนกรีต เข้าด้วยกัน หนักหลายตัน มาวางทับลงไป จะทำให้กำแพงทรุด ซึ่งมันไม่ได้ทรุดให้เห็นทันที แต่จะเริ่มทรุดไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้โครงสร้างส่วนต่อเติมเกิดการแตกร้าว แยกตัว และจะพังลงในที่สุด!!
การต่อเติมที่อาจจะทำโดยไม่รู้ เน้นความสะดวก ไม่อยากปรึกษาหรือไปจ้างวิศวกร ให้เปลืองเงิน แต่กลับไปจ้างช่างก่อสร้างที่มีความรู้แค่งานก่ออิฐ ฉาบปูน มาแล้วเราก็ชี้บอกว่า ให้ต่อตามแบบที่เราคิด ช่างก็จะทำตามใจเจ้าของบ้าน เพราะช่างมีหน้าที่แค่รับงานแล้วก็รับเงินเท่านั้น ช่างไม่ได้รับผิดชอบความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวเราด้วยนะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ทำตามขั้นตอน ปรึกษาวิศวกรออกแบบโครงสร้าง ให้วิศวกรคำนวณว่าการต่อเติมของคุณมีผลกระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ ถ้ากระทบก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัว การแตกร้าว
เมื่อเรารู้แล้วว่ามีพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ควบคุมในเรื่องการต่อเติม ซึ่งกฎหมายนี้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและเพื่อนบ้านเป็นสำคัญ ถ้าคุณอยากจะต่อเติม ไม่ว่าต่อเติมห้องสักห้องหนึ่ง ทำโรงรถ ทำห้องคนใช้ ก็ต้องขออนุญาต เพื่อให้ถูกกฎหมาย
สำหรับผู้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อเติม เพราะคงไม่มีใครมาตรวจหรือดำเนินคดี ความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าหน้าที่เขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สามารถมาตรวจตลอดเวลา และเมื่อใดที่มีการตรวจพบเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที และหากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเพื่อนบ้านรอนสิทธิด้วยการต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาโดยตรงที่ 1555 ศูนย์รับเรื่องราวร้องร้องทุกข์ สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนในเขตภูมิภาคสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นครับ และในฉบับหน้าผมจะมีไอเดียเรื่องการต่อเติมบ้านไม่ให้ผิดกฎหมาย มาฝาก.
Popularity: 18%
…”บ้านที่สว่างให้พลังชีวิต บ้านที่มืดมิดให้ความเซื่องซึม”
นี่เป็นคำกล่าวที่บ่งบอกถึงผลที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ในทางฮวงจุ้ยให้ความสำคัญกับความมืดความสว่างมาก โดยการพิจารณาความเป็น “หยิน-หยาง” ภายในบ้าน บ้านที่ดีจะต้องมีสภาพความเป็นหยิน-หยางที่สมดุลกัน โดยเฉพาะบ้านคนเป็น จะต้องการความเป็นหยางค่อนข้างมาก เพราะ หยาง คือสิ่งที่เคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกที่คึกคัก กระตือรือร้น คนในบ้านจะได้รับแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ผิดกับบ้านที่เป็นหยิน จะมีสภาพที่อึมครึม นิ่ง ไร้ชีวิตชีวา ส่งผลให้คนในบ้านขาดความกระตือรือร้น
ปัจจุบันแบบบ้านรุ่นใหม่ๆ จะนิยมออกแบบช่องประตูหน้าต่างโดยใช้กระจกใสบานใหญ่ ประเภทสูงเกือบติดพื้นห้อง มากกว่าที่จะเป็นช่องหน้าต่างบานเล็กๆ เหมือนแบบบ้านสมัยก่อน เหตุผลก็น่าจะมาจาก บ้านรุ่นใหม่จะเน้นความสว่างภายในบ้าน ทำให้บ้านดูโปร่ง โล่ง สบาย เดินเข้าบ้านแล้วไม่รู้สึกอึดอัด หรือมืดทึบ นั่นเอง
การออกแบบบ้านลักษณะนี้ ค่อนข้างจะตรงกับคอนเซ็ปท์ในทางฮวงจุ้ยอย่างมาก เพราะความสว่างของบ้านจะเพิ่มความเป็นหยางที่มีชีวิตชีวาให้กับคนในบ้าน บ้านที่มืดทึบ อึมครึม คนในบ้านจะขาดพลังชีวิต
การใช้กระจกใสบานใหญ่แทนกำแพงที่ทึบตัน สามารถใช้ได้กับทุกห้องที่ต้องการความสว่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น โต๊ะอาหาร ห้องครัว ห้องนอน รวมไปถึงห้องน้ำที่ต้องการความมิดชิด ก็ยังสามารถใช้กระจกใสบานใหญ่เข้าไปเพิ่มแสงสว่างในห้องได้เช่นเดียวกัน
-
การใช้ช่องหน้าต่างกระจกบานใหญ่ จะเพิ่มความสว่างให้กับบ้านและทำให้บ้านดูกว้างขึ้น
-
การใช้กระจกใสบานใหญ่กับห้องน้ำ
ประโยชน์ของการใช้กระจกใส นอกจากจะช่วยเพิ่มความสว่างให้กับบ้านแล้ว ยังช่วยทำให้บ้านดูกว้างขึ้นอีกด้วย เพราะคนในบ้านสามารถมองออกไปจนถึงกำแพงรั้วบ้านได้เลยแทนที่จะมองแต่กำแพงของผนังห้อง ซึ่งบ้านที่มีขนาดเล็กอย่างบ้านทาวน์เฮ้าส์ ถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์ห้องมุม ด้านที่สามารถทำเป็นช่องหน้าต่างได้ ถ้าเลือกใช้ช่องหน้าต่างที่เป็นกระจกใสบานใหญ่จะช่วยเพิ่มความสว่างและทำให้บ้านดูกว้างขึ้นอย่างมาก
แต่ความใสของกระจกบานใหญ่ หลายคนอาจไม่ค่อยชอบ โดยมองว่าจะทำให้คนภายนอกหรือบ้านใกล้เคียงมองเห็นคนในบ้านว่าทำอะไรอยู่ คนในบ้านจะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ เรื่องนี้จริงๆ แล้วแก้ไขไม่ยากครับ ถ้ายังต้องการให้บ้านมีความสว่าง โดยเปลี่ยนจากกระจกใสมาเป็นกระจกฝ้า หรือไม่ก็ทำเป็นกำแพงบล็อคแก้วก็จะช่วยปิดบังไม่ให้คนจากภายนอกมองเข้ามาในบ้านได้ ความสว่างก็ยังได้เหมือนเดิม
เพราะฉะนั้น เจ้าของบ้านที่ชอบอยู่บ้านสว่างๆ การใช้กระจกใสบานใหญ่มาตกแต่งบ้าน ถือเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างถูกจุด แถมยังเป็นการเสริมฮวงจุ้ยบ้านได้อีกด้วย…
Popularity: 22%
รองศาสตราจารย์เอกชาติ จันอุไรรัตน์
เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่วางเกะกะหรือจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นเปรียบเหมือนเครื่องประดับและแฟชั่นเสื้อผ้า ราวกับพื้นผนัง เพดานรูปร่างของห้อง ที่อยากมองแบบสวยงาม ธรรมดา มีเสน่ห์ เก๋ หรือ เท่ห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงปรารถนาและความคิดสร้างสรรค์ของมัณฑนากรและเจ้าของบ้าน
บ้านหรือคอนที่เราซื้อทั่วไปเปรียบเสมือนร่างกายที่เปล่าเปลือย จำเป็นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สมกับฐานะ กาละ และเทศะแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เจ้าของบ้านควรเป็นผู้กำหนดรสนิยมตั้งแต่เริ่มต้น หากเราสังเกตรูปร่างคนเราจะแบ่งออกเป็น2 ประเภทหลักใหญ่ๆ คือ คนที่ค่อนข้างท้วมไปจนถึงอ้วน กับคนที่ค่อนข้างผอมจนถึงเก้งก้าง หลัก 2 ประการที่จะแก้ไขให้ดูเหมาะสมและสมส่วนขึ้นคือการแต่งกาย เสื้อผ้าเครื่องประดับ ซึ่งในทางการตกแต่งบ้านก็คือการจัดวางกั้นห้อง ตกแต่งแต่งเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านให้ดูงามเหมาะสมตามสภาพที่เราสามารถแก้ไขได้ เช่น บางครั้งที่ห้องดูใหญ่และกว้างเกินไปเราสามารถจัดแงส่วนของพื้นที่ให้มีฟังก์ชั่นหลากหลายในบริเวณเดียวกัน เช่นเป็นการกั้นห้อง กั้นฉาก หรือจัดวางลักษณะการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ที่หลากหลายฟังก์ชั่น ในกิจกรรมของการดำเนินชีวิตประจำวัน
ขณะที่ร่างกายที่ผอมซูบซีดเช่นเดียวกับห้องที่ดูคับแคบ อันนี้ต้องใช้ความสามารถในการแก้ไขเพิ่มพื้นที่ให้เพียงพอกับความต้องการพร้อมกับการขยายพื้นที่ด้วยกระจกเงาแล้วจะทำทำให้เราไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป เช่นเดียวราวกับห้องขนาดใหญ่แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องรู้จักตำแหน่งติดเพื่อให้ห้องดูกว้างพร้อมกับการยกเพดานให้สูงขึ้นตามสัดส่วนด้วยเช่นกัน คุณก็จะได้ห้องที่ดูกว้างกว่าความเป็นจริงหลังจากถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับออกจากร่างกายทั้งหมด
แต่อย่างไรก็ตามความสามารถดังกล่าวนั้นต้องใช้ความชำนาญและการลองผิดลองถูกบ้างตามสมควร เช่นมีการย้ายสลับสับเปลี่ยนจนกว่าจะลงตัวเข้าที่ก็น่าจะกินเวลาโยกย้าย ขยับขยายให้เข้ามุม ปล่อยพื้นที่ตรงกลางให้ว่างโล่งเอาไว้เป็นทางเดินและความกว้างทางสายตา ปัญหาก็คือห้องที่มีขนานเล็กแต่ต้องการให้ดูกว้าวห้ามกั้นห้องเป็นอันขาด ยกเว้นในทางตรงข้ามที่ห้องกว้างและอยากให้ดูแคบเป็นสัดเป็นส่วน
นอกเหนือจากความกว้างและแคบแล้วปัญหาอีกประการหนึ่งซึ่งไม่สามารถมองข้ามได้คือความสูงและเตี้ยของห้อง ถ้าห้องแคบ สามารถทำให้ดูกว้างได้แล้วแต่ปรากฏว่าดูเตี้ยก็เสียบรรยากาศและขาดสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งโยปกติแล้วห้องกว้าง 4×4 เมตรไม่ควรมีเพดานต่ำกว่า 2.50 เมตรโดยประมาณทั้งนี้คำนึงถึงการระบายอากาศและการคิดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมขนาดเบอร์ 5 ได้อย่างสบายๆใน 1 ตัน
ยกเว้นกรณีที่ท่านสามารถยกเพดานให้สูงกว่าปกติห้องก็จะดูแปลกตาและสามารถตกแต่งฝ้าเพดานได้อย่างหรูหราตามใจชอบ ยิ่งห้องขนาดเล็กกว่าปกติแต่มีเพดานสูงมากก็อาจทำให้ห้องดูมีเสน่ห์และสามารถวางฟังก์ชั่นการใช้งานในทางตั้งได้อย่างสะใจโดยมีบันไดเลื่อนช่วยในการใช้งานได้อย่าสะดวกสบาย ห้องลักษณะนี้อาจเหมาะกับคอนโดหรือทาวน์เฮ้าส์ที่มีครอบครัวใหญ่ต้องการใช้พื้นที่เยอะๆครับ จะได้ไม่ต้องลดระดับเพดานมาให้เท่ากับปกติเพื่อการประหยัดไฟจนเกินไป
แต่สำหรับท่านที่มีห้องที่กว้างขวางอยู่แล้วปัญหาในการแก้ไขก็จะน้อยลง สามารถดลบันดาลความงามได้ตามต้องการแต่อย่าลืมสัดส่วนที่เหมาะสม หรือสัดส่วนสมบูรณ์นะครับ พูดถึงสัดส่วนสมบูรณ์เอาไว้โอกาสหน้าจะพาไปรู้จักที่เรียกกันว่า Fibonacci ตามชื่อที่ค้นพบ เผื่อเอาไว้สำหรับบางท่านจะใช้ประโยชน์จากสัดส่วนดังกล่าวในการใช้สอยหรืออ้างอิง และอย่างน้อยก็เป็นความรู้ในสัดส่วนความงามที่ยังไม่มีใครสามามารถคิดค้นทฤษฎีใดๆมาลบล้างได้ (อย่าลืมเตือนก็แล้วกันนะครับ)
ครับคนเราสูงผอม อ้วนเตี้ย นั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกครับ เราไม่สามารถเปรียบเทียบส้มกับส้มโอได้เพราะว่ามันคนละชนิดกันนะครับต่างคนต่างมีดีคนละอย่างแม้ว่าจะเป็นส้มเหมือนกันเช่นบ้าน เพราะฉะนั้นบ้านเล็กหรือคอนโดใหญ่ก็ยิ่งเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมองเห็นข้อบกพร่องของตนเองว่ามีอะไรบ้าง แล้วปรับปรุงแก้ไขโดยไม่นำมาเปรียบกันคุณก็จะเป็นคนมีบ้าน ห้อง เรือนหอ ฯลฯที่สวยและเด่นในแบบฉบับของคุณเองไม่ต้องกังวลใดๆ ทุกคนมีดีต่างกันครับ อันนี้ผมรับประกันได้ จะสวยแบบพลอย เฌอมาลย์ หรือว่าจะงามแบบนางสาวไทย ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย เป็นมุมมองของผู้ชม เช่นเดียวกับประโยคเด็ดของการชื่นชมงานศิลปะที่ว่า “Arts is in the eye of beholder” ความงามทางศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับสายตาและประสบการณ์ของผู้ดูที่ชอบไม่เหมือนกัน มีทั้ง แบบเหมือนจริง นามธรรม หรืองานแบบติดตั้งกับทีที่เรียกว่า (Installation) ไงครับ การติดตั้งรูปภาพบนฝาผนังจึงต้องพิถีพิถันทั้งความสุนทรียและภาพรวมของห้อง ในขนาดเดียวกันมีทั้งระดับล้านบาทถึงร้อยบาทแล้วแต่รสนิยมส่วนตัวไงครับ
เกริ่นมานานขอวกกลับเข้าเรื่องเข้าราวของการตกแต่งบ้านด้วยเครื่องเรือนและเครื่องประดับตกแต่งบ้านที่เปรียบดังเสื้อผ้าเรื่องประดับกันตอนจบของบทสรุปแล้วกันครับว่า ห้องเล็กอย่าให้ดูรก และห้องใหญ่อย่าให้ดูโล่งเกินไป จะทำให้ดูขาดและเกินจนเกินไปแล้วจะส่งผลต่อการอยู่อาศัยที่อาจไม่สบายเท่าไหร่นัก ยกเว้นรสนิยมของคุณมีความแตกต่างจากปกติชนทั่วไป อันนี้ว่ากันไม่ได้ครับ บางสิ่งบางอย่ง บางเรื่องบางตอนก็หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกันครับ นั่นคือสาระขอองจิตใจของใครบาคนที่มีลักษณะแตกต่างจากปุถุชนทั่วไปและแตกต่างจากทฤษฎีทั่วไปในการแต่งบ้านเพื่ออยู่อาศัยครับ
Popularity: 20%
เรื่องของพื้นทรุด เป็นเรื่องที่มักประสบกับเป็นส่วนใหญ่ของที่พักอาศัยที่อยู่มานานหลายปี จะมีการทรุดตัวตามธรรมชาติ เพราะโดยสถิติแล้วระดับพื้นดินในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ย 3-10 เซนติเมตร/ปี ซึ่งผลที่ตามมาคือพื้นคอนกรีตนอกบ้าน อาจแตกร้าว หรือทรุด รวมถึงพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน เรามาพิจารณาถึงจุดที่โดยทั่ว ไปจะได้รับผลกระทบจากการที่ดินทรุด และไอเดียที่เป็นแนวทางแก้ไขกัน ดังนี้;
- พื้นที่จอดรถ
พื้นที่จอดรถในบ้าน มักเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก เพราะเป็นบริเวณพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักของรถที่ต้องเข้า-ออกและจอดทุกวัน โดยเฉลี่ยรถ 1 คัน ถ้าเป็นรถเก๋ง น้ำหนักประมาณ 1,200-1,500กิโลกรัมต่อคัน หากเป็นรถกระบะ น้ำหนักเฉลี่ย ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 1,600 กิโลกรัมต่อคัน ลองนึกภาพดูก็จะเข้าใจได้ว่า ลานจอดรถในบ้านของเราต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลาทุกวัน ทำให้เกิดการทรุดตัวได้ง่าย
นอกจากที่ต้องแบกรับน้ำหนักรถแล้ว โดยทั่วไปเจ้าของบ้านก็มักจะทำ หลังคาโรงรถ เพื่อกันแดด กันฝนให้กับรถ เพราะราคารถสมัยนี้ ก็ราคาแพงไม่หนี ไปจากราคาบ้าน คนรักรถจึงมักจะต่อเติมโรงรถ มีหลังคาเพื่อคลุมกันแดดและกันฝน ซึ่งทำให้ต้องมีเสา อาจจะเป็น 4 ต้น หรือ 6 ต้น ก็แล้วแต่แบบและขนาดของโรงรถ เพื่อมารองรับน้ำหนักของหลังคา สรุปก็คือ ยิ่งทำให้พื้นที่จอดรถต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นไปอีก
ไอเดียการแก้ไข เสารับหลังคาต้องมีคานคอดินรัดโครงสร้างเสาด้านล่าง และควรฝังเดือยเหล็กยื่นจากข้างคานโผล่ออกมาก่อนเท ค.ส.ล.พื้นที่จอดรถ จะช่วยแก้ปัญหาได้ และหากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ควรทำเส้นร่องแบ่งเป็นพื้นที่ เพื่อป้องกันการแตกร้าวบนพื้นผิวหน้าลามแผ่ไปทั่ว หากต้องมีการซ่อมแซมผิวหน้าจะได้ซ่อมเฉพาะในกรอบพื้นที่ที่แบ่งเส้นไว้ เหมือนที่เราเห็นเวลาซ่อมถนนทางหลวง ที่จะมีการแบ่งซ่อมตามแนวเส้น
- พื้นทางเดินรอบบ้าน
พื้นนอกบ้าน หากมีการทำเป็นทางเดินรอบบ้าน โดยทั่วไปมักจะเป็นพื้นที่ที่เทหลังจากสร้างตัวบ้านเสร็จแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว หากใช้เพื่อเป็นทางเดินจริง ๆ ตามชื่อก็มักจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่ พบว่ามักมีการนำของหนัก ๆ มาวางทับ เช่น แท็งก์น้ำ คอมเพรสเซอร์แอร์ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแตกร้าวได้ อีกปัญหาที่มักเจอคือ พื้นทรุดตัวไม่เท่ากันกับตัวบ้าน ทำให้เกิดรอยแตกแยก ระหว่างพื้นกับตัวบ้าน
การป้องกันพื้นทรุด ทำได้โดย การตอกเสาเข็มตลอดแนวก่อนเทพื้น และควรบดอัดพื้นที่ก่อนเทพื้น เสริมเหล็กตะแกรง และควรกั้นรอยต่อระหว่างพื้นกับตัวบ้านด้วยแผ่นโฟม หรือแผ่นไม้ เพื่อป้องกันรอยแยกที่จะทรุดแตก
- พื้นทางเดินในสวน
พื้นทางเดินในสวน มักมีการออกแบบให้มีความสวยงาม มากกว่าที่จะคำนึงถึงเรื่องการรับน้ำหนัก ดังนั้นโดยทั่วไป พื้นที่ทางเดินในสวนที่พบเห็น มักจะใช้วัสดุปู ที่หลากหลายประเภท ทั้งการเทปูน ปูแผ่นหิน ปูแผ่นไม้ หรือทางเดินโรยกรวด บริเวณพื้นที่ที่โรยกรวด ควรรองพื้นด้วยตะแกรงพลาสติกก่อน เพื่อไม่ให้กรวดไปปนกับผิวหน้าดินมากเกินไป และ ในอนาคตหากเบื่อทางเดินโรยกรวด อยากเปลี่ยนเป็นวัสดุอื่นก็จะง่ายต่อการปรับเปลี่ยน
หากเลือกใช้การปูแผ่นหิน ก็ควรทำการบดอัดให้ได้ที่ก่อนปูแผ่น วัสดุที่เลือกใช้ปูพื้นทางเดินในสวน ควรคำนึงถึงเป็นวัสดุที่กันลื่นด้วย เพราะนอกเหนือจากความสวยงามในการเลือกใช้วัสดุปูพื้นแล้ว ต้องตระหนักด้วยว่าพื้นทางเดินในสวนมักมีน้ำฝนหรือน้ำจากการรดน้ำอยู่เสมอ ทำให้เกิดตะไคร่ได้ง่าย และหากทำทางเดินเป็น ค.ส.ล. ที่เทต่อจากพื้นถนนคอนกรีตในบริเวณบ้าน ควรฝังเดือยเหล็กลงในค.ส.ล. ถนนเดิม เพื่อช่วยยึดทางเดินใหม่กับถนนเดิมได้ดีขึ้น ลดการเกิดรอยแยกตรงจุดนี้ได้.
Popularity: 17%
”ทำไมห้ามปลูกต้นลั่นทมในบ้าน แต่พอเปลี่ยนชื่อมาเป็นต้นลีลาวดีถึงปลูกได้ครับ”
ผมได้ยินคนถามเรื่องนี้บ่อยมาก จนบางครั้งก็นึกขำว่า คนเรามักให้ความสำคัญกับชื่อต้นไม้ มากกว่าความสวยของต้นไม้ ผมเคยเจอบางคนปลูกไปแล้วตั้งนาน พอมีคนมาทักว่าห้ามปลูกในบ้านเท่านั้น วิตกกังวลจนต้องเอาต้นไม้นั้นออกจากบ้านไป
ความเป็นมงคลของต้นไม้มีหลายอย่าง เช่น ชื่อของต้นไม้ กลิ่นของต้นไม้ รูปทรงของต้นไม้ แต่ชื่อต้นไม้ดูเหมือนคนจะให้ความสำคัญมากที่สุด อย่างปลูกต้นมะยมหน้าบ้าน จะได้รับความนิยมชมชอบ ปลูกต้นขนุนหลังบ้าน บ้านจะได้รับความเกื้อหนุน เป็นต้น
“ต้นลั่นทม” ให้ความหมายถึงความทุกข์ระทม จึงไม่เป็นมงคล กลายเป็นต้นไม้ต้องห้ามไป ทั้งที่ดอกลั่นทมนั้นสวยมาก ต่อมามีการเปลี่ยนชื่อต้นลั่นทมเป็นชื่อ “ลีลาวดี” กลายเป็นต้นไม้ยอดนิยมที่มีราคาแพง และนิยมเอามาจัดสวนในบ้านกัน
“แล้วในทางฮวงจุ้ยว่ายังไง..?”
เรื่องของต้นไม้ในทางฮวงจุ้ย จะมีการกล่าวห้ามเอาไว้ถึงความไม่เป็นมงคลอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ
1. ต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม เหตุผลที่ตำราห้ามเอาไว้อย่างนั้น ก็เพราะ หนาม
แหลมของต้นไม้ อาจจะเกี่ยวคนเดินผ่านไปมาในบ้านได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กๆ นอกจากนี้ เวลาต้นไม้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ จะเคลื่อนย้าย หรือตัดกิ่งของต้นไม้ค่อนข้างจะยากที่จะไม่โดยหนามเกี่ยว
แต่บางคนอาจจะสงสัยว่า ต้นไม้อย่าง เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน ที่คนนิยมนำมาปลูกใน
บ้าน ทำไมถึงไม่ห้าม ทั้งๆที่มีแหลมคม เหตุผลก็เพราะ ชื่อของต้นไม้เป็นมงคล นั่นเอง และต้นเฟื่องฟ้าส่วนใหญ่จะนิยมปลูกริมรั้วหรือกำแพง ซึ่งกลับเป็นผลดีในแง่ของการป้องกัน สิ่งไม่ดีเข้าบ้านได้อีกด้วย
2. ต้นไม้ใหญ่ เหตุผล ก็คือ ต้นไม้ใหญ่จะทำลายฐานบ้าน และกิ่งก้านของต้นไม้ยังทำลายตัวบ้านอีกด้วย เพราะฉะนั้น บ้านที่มีขนาดเล็กจึงไม่ควรปลูกต้นไม้ใหญ่ในบ้าน ส่วนใหญ่ที่เกิดปัญหา ก็เพราะ ตอนแต่งสวนใหม่ๆ ต้นไม้ยังไม่ทันโตเต็มที่ เวลาผ่านไป 3 ปี ต้นไม้สูงเท่าบ้านแล้ว เรื่องนี้มักจะพบเห็นกันบ่อยๆ ปัญหาที่ตามมานอกจากจะกระทบบ้านตัวเองแล้ว ยังกระทบบ้านที่อยู่ติดกันอีก เพราะต้นไม้จะล้ำเข้าไปในบ้านคนอื่น ใบไม้ร่วงเกลื่อน ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจกัน คนที่ผิดใจกันเพราะต้นไม้มีให้เห็นกันนักต่อนักแล้ว
หลักฮวงจุ้ยจะพูดถึงต้นไม้เอาไว้แค่นี้ เพราะฉะนั้น เรื่องต้นลั่นทม หรือลีลาวดี ก็คงไม่เกี่ยวกับฮวงจุ้ยโดยตรง เพราะเป็นเพียงแค่ชื่อมงคล หรือไม่เป็นมงคลเท่านั้น…
Popularity: 26%






